โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัส 'เครนถล่มซ้ำ' เปิดแผลใหญ่ระบบก่อสร้างรัฐ จากนอมินีถึงเครื่องจักรดัดแปลง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ม.ค. เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. เวลา 04.30 น.
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ

สัมภาษณ์พิเศษ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ ‘ถนนพระราม 2’ และ ‘โครงการก่อสร้างภาครัฐ’ กลายเป็นพื้นที่สีแดงที่ประชาชนหวาดผวา หลังเกิดเหตุเครนถล่มและวัสดุร่วงหล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล่าสุดกับเหตุการณ์เครน Launcher ร่วงหล่นถึง 2 ครั้ง ทั้งที่พระราม 2 และโคราช ในเวลาใกล้เคียงกัน จนนำมาสู่คำถามสำคัญว่า นี่คือ ‘อุบัติเหตุสุดวิสัย’ หรือคือ ‘ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง’ ของระบบก่อสร้างไทย

‘ประชาชาติธุรกิจ’ สนทนากับ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงวิศวกรรมและการก่อสร้างระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยแบบเจาะลึก ถึงเบื้องหลังความน่าสงสัยในไซต์ก่อสร้าง ตั้งแต่ขบวนการนอมินีรับงานรัฐ ไปจนถึงการใช้เครื่องจักร ‘มือสองดัดแปลง’ ที่อาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาเหนือศีรษะผู้ใช้รถใช้ถนน

กรณีเครนถล่ม 2 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงโชคร้ายหรือเป็นความล้มเหลวของระบบก่อสร้างไทย?

ศ.ดร.อมร: อันดับแรก เราต้องตัดปัจจัยเรื่องธรรมชาติออกไปก่อน เพราะในขณะที่เกิดเหตุไม่มีพายุ ไม่มีฝนฟ้าคะนอง และไม่มีแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้นมันจึงเหลือแค่สองทางเลือก คือมันเป็น ‘อุบัติเหตุ’ หรือเป็น ‘ความบกพร่อง’

ในทางวิศวกรรม ‘อุบัติเหตุ’ หมายถึงเราทำทุกอย่างถูกต้องตามมาตรฐานแล้ว ตรวจสอบครบถ้วนแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่เหนือการคาดหมายเกิดขึ้น แต่สำหรับเคสนี้ ผมยืนยันว่าไม่ใช่ครับ ผมมองว่าเป็น ความบกพร่องในขั้นตอนการก่อสร้างอย่างรุนแรง

หากพิจารณาจากรายละเอียด เคสแรกขารองรับเครนร่วงลงมา ซึ่งในทางวิศวกรรมมันไม่ควรจะร่วงลงมาได้ง่ายๆ แบบนั้น มันทำให้เกิดคำถามถึงจุดยึด (Anchoring) ว่าแข็งแรงตามที่คำนวณไว้ไหม ส่วนเคสที่สองที่พระราม 2 เราพบภาพที่ชัดเจนว่าขารองรับเครนทรุดตัว เพราะไปวางฐานในตำแหน่งที่ผิด ไปวางบนจุดที่ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ จนทำให้โครงสร้างยุบตัวและเครนหักกลาง

“จากภาพที่เห็น วิศวกรหลายคนรวมถึงผมมองว่ามันมีแนวโน้มไปทางความบกพร่องในขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่าอุบัติเหตุครับ”

สถิติที่น่าอับอาย: โปรเจกต์ภาครัฐกลายเป็นพื้นที่อันตราย

การที่มันเกิดขึ้นซ้ำๆ ในโครงการของรัฐ สะท้อนอะไรในเชิงนโยบายไหม?

ศ.ดร.อมร: แน่นอน ถ้าเกิดครั้งเดียวเราอาจจะมองว่าเป็นความผิดพลาดเฉพาะจุด แต่นี่คือครั้งที่ 4 แล้วนับตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมาไล่มาตั้งแต่เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม เหตุหลุมยุบกลางเมือง จนมาถึงเครนถล่มครั้งล่าสุด ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมที่เหมือนกันคือ เป็นการก่อสร้างในโปรเจกต์ภาครัฐทั้งสิ้น และเกิดขึ้นในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันมาก

นี่คือสัญญาณอันตรายที่สะท้อนว่า มาตรฐานความปลอดภัยของการก่อสร้างภาครัฐที่ใช้เงินงบประมาณจากภาษีแผ่นดินกำลังมีปัญหาใหญ่ เรากำลังทำงานบนความเสี่ยงที่ประชาชนไม่ควรจะได้รับ

เจาะลึก 3 ปัจจัย ต้นเหตุความมักง่าย

สาเหตุที่แท้จริงมันเริ่มที่จุดไหน ระหว่าง เครื่องจักร คน หรือระบบการกำกับดูแล?

ศ.ดร.อมร: เวลาเกิดการย่อหย่อนมาตรฐานวิศวกรรม มันมักจะหนีไม่พ้น 3 ปัจจัยหลัก :

1.คน: ตั้งแต่วิศวกร คนขับเครน ไปจนถึงแรงงานหน้างาน เครน Launcher ไม่ใช่เครื่องจักรทั่วไป แต่มันเป็นเครื่องจักรที่เคลื่อนที่ได้ (Dynamic) และทำงานในที่สูง ต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจริงๆ แต่สิ่งที่เราพบคือ หลายครั้งคนที่คุมเครื่องจักรไม่มีความรู้ความเข้าใจในหลักสถิตยศาสตร์และพลศาสตร์เพียงพอ

2.วัสดุ: อุปกรณ์ประกอบต่างๆ เช่น สลิง รอก หรือน็อตยึด ผมเคยลงพื้นที่เห็นเคสที่ถล่ม มีการนำของเก่ามาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก น็อตบางตัวเกลียวหวานจนไม่เหลือสภาพ น็อตบางตัวคดงอก็ยังเอามาใช้งานต่อ เพียงเพื่อประหยัดต้นทุนเล็กๆ น้อยๆ แต่ผลที่ตามมาคือชีวิตคน

3.เครื่องจักร: นี่คือประเด็นที่น่ากลัวที่สุด ทราบไหมครับว่าเครน Launcher จำนวนมากที่ใช้ในประเทศไทยเป็น ‘เครนมือสอง’ ที่ซื้อมาจากต่างประเทศ ไม่ใช่ของใหม่ เมื่อโครงการหนึ่งเสร็จสิ้น ก็จะมีการขายต่อและนำมาดัดแปลง (Modify) เพื่อให้เข้ากับความยาวหรือขนาดของโครงการใหม่

“การดัดแปลงเครื่องจักรเอง หรือการต่อเติมเหล็กเองโดยไม่ผ่านการออกแบบคำนวณใหม่นั้นอันตรายมาก เหมือนรถยนต์ที่ดัดแปลงเครื่องยนต์เองย่อมไม่มีความปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยเรายังขาดระบบการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่ชัดเจน”

เขาชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเรายังขาดระบบการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่เข้มงวด เราปล่อยให้มีการใช้ของราคาถูก ของดัดแปลงมาทำงานในโครงการระดับหมื่นล้านได้อย่างไร?

ช่องโหว่กฎหมาย และระบบ “จ้างช่วง” ที่ทำลายคุณภาพ

กฎหมายไทยครอบคลุมพอที่จะควบคุมเรื่องนี้ไหม?

ศ.ดร.อมร: กฎหมายเรามีอยู่ประมาณ 70-80% แล้ว แต่มันเป็นกฎหมายที่มีไว้แต่ไม่ถูกบังคับใช้ ปัญหาคือความ ‘ย่อหย่อนและหย่อนยาน’ ในการตรวจสอบ เช่น กฎหมายบอกว่าต้องมีวิศวกรควบคุมงาน แต่หน้างานจริงมีวิศวกรอยู่ไหม หรือถ้ามี วิศวกรคนนั้นมีความรู้ในเรื่องเครน Launcher จริงๆ หรือแค่มีชื่อในกระดาษ

ส่วนกฎหมายที่ยังขาดจริงๆ คือเรื่อง ‘การขึ้นทะเบียนเครน’ และเรื่อง ‘การจ้างช่วง’ (Sub-contract) ทุกวันนี้บริษัทใหญ่ประมูลงานได้ แต่ไม่ทำเอง ไปจ้างบริษัทรอง บริษัทรองไปจ้างบริษัทเล็ก กินหัวคิวกันเป็นทอดๆ จนถึงบริษัทสุดท้ายที่ทำงานจริง เขาแทบไม่เหลือกำไร สิ่งแรกที่เขาจะตัดทอนคือ ‘งบด้านความปลอดภัย’ เพราะมันเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นผลกำไรเป็นตัวเงิน

เราไม่มีหลักเกณฑ์ว่าต้องจ้างช่วงอย่างไร ไม่มีการขึ้นทะเบียนซับคอนแทรค ทำให้ตรวจสอบคุณภาพไม่ได้ สุดท้ายรัฐก็ได้บริษัทที่เสนอราคาต่ำที่สุด แต่มาตรฐานต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาทำงาน”

‘ตรายาง’ และ ‘ลายเซ็น’: ความเน่าเฟะของระบบตรวจหน้างาน

จริงไหมการตรวจไซต์ก่อสร้างในไทยเป็นเพียงเรื่องของเอกสาร?

ศ.ดร.อมร: จากประสบการณ์ของผม มันเป็นเช่นนั้นเสียส่วนใหญ่ครับ เอกสารระบุว่าต้องตรวจอะไรบ้างก็กรอกไป ลายเซ็นวิศวกรก็ไปหามาเซ็นให้ครบเพื่อให้เบิกงวดงานได้ แต่การลงไปตรวจสอบสภาพเหล็ก ความแข็งแรงของจุดยึด หรือความพร้อมของเครื่องจักรจริงๆ นั้นแทบจะไม่ได้ทำกันอย่างจริงจัง

“มันคือความเน่าเฟะของระบบที่ล้มเหลว ทั้งระบบการคัดเลือกคน ระบบตรวจสอบของ และระบบเครื่องจักร มันกลายเป็นการทำงานเพื่อให้ครบตามเอกสาร ไม่ใช่ทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัย”

สูตร ‘4 ผู้’ และบทลงโทษที่ต้อง ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’

ในส่วนของคนทำงาน คนขับเครนต้องมีใบเซอร์ฯ เหมือนวิศวกรไหม?

ศ.ดร.อมร: การใช้งานเครนต้องประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ หรือที่เรียกว่า ‘4 ผู้’ คือ:

  • ผู้ให้สัญญาณเครน (signal man)
  • ผู้ยึดเกาะวัสดุ (rigger)
  • ผู้บังคับรถเครน (crane operator)
  • ผู้ควบคุมเครน (crane supervisor)

ทั้ง 4 ส่วนนี้ต้องผ่านการอบรมและได้รับวุฒิบัตรรับรองถึงจะทำงานได้ แต่ในหน้างานจริง เรามักพบว่าใช้แรงงานที่ขาดทักษะมาทำหน้าที่แทนกันไปมา คำถามคือหน่วยงานเจ้าของโครงการได้ลงไปตรวจสอบไหมว่า 4 ผู้ ที่ทำงานอยู่ มีใบเซอร์ฯ จริงหรือเปล่า?

บทลงโทษที่มีอยู่ตอนนี้ เพียงพอที่จะทำให้ผู้รับเหมากลัวไหม?

ศ.ดร.อมร: ยังครับ เรายังไม่มีระบบ Blacklist ที่เข้มข้นพอ ที่ผ่านมามีเพียงการเลื่อนชั้นผู้รับเหมา ซึ่งมันไม่ใช่การลงโทษ ส่วนการ ‘ลดชั้น’ หรือ ‘ตัดแต้ม’ เพิ่งจะมีการออกกฎกระทรวงเมื่อ 13 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งผมมองว่ามันช้ามาก เหตุการณ์ถล่มเกิดมาตั้งแต่ปี 66 แต่ต้องรอให้เครนถล่มถึง 4 ครั้ง กฎหมายถึงจะขยับ

และต่อให้มีกฎหมาย ถ้าคนทำผิดไม่กลัวเพราะรู้ว่ามีเส้นสาย มีคอนเนคชั่น สามารถเจรจาต่อรองให้หนักเป็นเบาได้ หรือเปลี่ยนชื่อบริษัทมาประมูลใหม่ ระบบมันก็เดินต่อไม่ได้

วิกฤต ‘นอมินีทุนต่างชาติ’ และการตัดราคาที่ฆ่ามาตรฐาน

ศ.ดร.อมร: นี่คือประเด็นใหญ่ ทุกวันนี้มีทุนต่างชาติเข้ามารับงานโครงสร้างพื้นฐาน แต่เนื่องจากติดข้อกฎหมายที่ไม่สามารถรับงานรัฐโดยตรงได้เพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียน จึงต้องใช้วิธีทำ JV (Joint Venture) กับผู้รับเหมาไทย โดยใช้ชื่อบริษัทไทยบังหน้า

ปัญหาคือทุนเหล่านี้ใช้วิธีตัดราคาประมูลจนต่ำกว่าความจริงมาก (Underpricing) ผู้รับเหมาไทยบางรายก็ยอมเพราะต้องการส่วนแบ่งกำไรโดยไม่ต้องทำอะไร เมื่อราคาต่ำจนแทบไม่มีกำไร สิ่งแรกที่หายไปคือความปลอดภัย เขาจะเลือกใช้ของถูก ใช้เครื่องจักรเก่า และใช้แรงงานที่ค่าตัวถูกแต่ไร้ทักษะ รัฐต้องรู้เท่าทันขบวนการนอมินีพวกนี้ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขราคาที่ต่ำที่สุดอย่างเดียว

ข้อเสนอ ‘กระดุม 3 เม็ด’ ทางออกก่อนที่จะมีศพต่อไป

หากต้องเสนอทางออกเร่งด่วน อาจารย์มีข้อเสนออย่างไร?

ศ.ดร.อมร: ผมเสนอสิ่งที่เรียกว่า ‘กระดุม 3 เม็ด’ ที่รัฐต้องติดให้ถูกตั้งแต่วันนี้:

  • เม็ดแรก: ค้นหาความจริงโดยคนกลาง เมื่อเกิดเหตุ ต้องมีคณะกรรมการที่เป็นกลางจริงๆ ไม่ใช่คนในกระทรวงเดียวกันมาตรวจกันเอง เพื่อหาสาเหตุเชิงลึกทางวิศวกรรมให้เจอ ถ้าจุดเริ่มต้นมันบิดเบี้ยวเพื่อปกป้องพวกพ้อง เราจะไม่มีทางแก้ปัญหาได้เลย
  • เม็ดที่สอง: บทลงโทษที่เด็ดขาด ต้องมีการ ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ บริษัทที่ทำผิดซ้ำซากต้องถูกพักใช้ใบอนุญาต หรือตัดสิทธิ์การประมูลงานรัฐอย่างถาวร ต้องทำให้เขารู้สึกว่า ‘ความมักง่ายไม่คุ้มกับความเสี่ยง’
  • เม็ดที่สาม: ปิดช่องโหว่กฎหมายด้วยความเร็ว รัฐบาลต้องรู้เท่าทันเทคนิคการลดต้นทุนของผู้รับเหมา กฎกระทรวงระดับรัฐมนตรีสามารถออกได้ภายใน 6 เดือนถ้าจะทำจริงๆ เพื่อบังคับขึ้นทะเบียนเครื่องจักรและควบคุมการจ้างช่วง อย่าปล่อยให้ขั้นตอนทางราชการมาเป็นข้ออ้างในขณะที่ชีวิตคนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

บทสรุป: อย่าประหยัดความปลอดภัย

สุดท้ายนี้ มองว่าเหตุการณ์แบบนี้จะจบลงเมื่อไหร่?

ศ.ดร.อมร: ถ้าเรายังทำงานกันแบบเดิม ตอบได้เลยว่าเป็นแค่เรื่องของเวลาครับ ว่าครั้งต่อไปจะเกิดที่ไหนและเมื่อไหร่

ผมอยากฝากถึงผู้รับเหมาทุกคนว่า ความน่าเชื่อถือของคุณไม่ได้อยู่ที่ตึกที่สร้างเสร็จหรือถนนที่ยาวไกล แต่มันอยู่ที่ความปลอดภัยของประชาชนที่เขาต้องฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่คุณสร้าง ประหยัดอะไรก็ประหยัดได้แต่ ‘อย่าประหยัดความปลอดภัย’ เพราะถ้าเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าคุณจะจ่ายเงินชดเชยเท่าไหร่ หรือติดคุกกี่ปี มันก็ไม่คุ้มกับเครดิตและความน่าเชื่อถือของประเทศที่สูญเสียไป

“วงจรการถล่มซ้ำซากนี้ต้องยุติได้แล้ว ผมไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นความชินชา หรือมองว่าเป็นเรื่องปกติที่แก้ไม่ได้ เพราะถ้าคนไทยมองว่าความตายกลางถนนจากการก่อสร้างเป็นเรื่องปกติ… ผมว่าประเทศไทยอยู่ไม่ได้”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดรหัส ‘เครนถล่มซ้ำ’ เปิดแผลใหญ่ระบบก่อสร้างรัฐ จากนอมินีถึงเครื่องจักรดัดแปลง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...