“สุรชาติ” ชี้โลกกำลังก้าวสู่ยุค “ม้าศึก” หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลก
“สุรชาติ” ชี้โลกกำลังก้าวสู่ยุค “ม้าศึก” หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลก ชี้น้ำมันเสี่ยงทะลุ 100 ดอลลาร์ จี้รัฐบาลใหม่ไทยเร่งตั้งหลักรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน
วันที่ 7 มี.ค. 2569 ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กับ The Room 44 ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรง โดยระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระเบียบโลก ซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขันของมหาอำนาจและความเสี่ยงจากสงครามที่เพิ่มขึ้น
ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า หากมองพัฒนาการการเมืองโลกตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็นในปี 1991 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โลกเข้าสู่ยุคมหาอำนาจเดียวที่สหรัฐอเมริกามีบทบาทกำหนดระเบียบโลกอย่างชัดเจน ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 2001 จากเหตุการณ์ก่อการร้าย 11 กันยายน ที่ทำให้โลกเข้าสู่ยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ต่อมาในปี 2011 เศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้นเป็นอันดับ 2 ของโลก กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันเชิงมหาอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ขณะที่ในปี 2017 หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศได้พัฒนาไปสู่สงครามการค้า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โลกเริ่มเปลี่ยนแปลงชัดเจนอีกครั้งในปี 2022 เมื่อเกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งถือเป็นการกลับมาของสงครามระหว่างรัฐอย่างเต็มรูปแบบ ต่อเนื่องด้วยสงครามในฉนวนกาซาหลังเหตุการณ์โจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 และความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยกระดับขึ้นในช่วงปี 2025–2026 “ถ้ามองตั้งแต่ปี 1991 ถึงวันนี้ เราจะเห็นว่าโลกเปลี่ยนผ่านเป็นช่วง ๆ แต่สิ่งที่ชัดคือโลกซับซ้อนขึ้น ยุ่งยากขึ้น และน่ากลัวขึ้น เพราะสงครามกลับมาเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่การก่อการร้ายเหมือนในอดีต” ศ.ดร.สุรชาติ กล่าว
นอกจากนี้ ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า ปี 2569 อาจถูกเรียกว่าเป็น “ปีม้าศึก” เนื่องจากหลายภูมิภาคกำลังเผชิญความขัดแย้งพร้อมกัน ทั้งสงครามยูเครนที่ดำเนินเข้าสู่ปีที่ 5 สงครามกาซาที่ยืดเยื้อกว่า 2 ปี และสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่อาจลุกลามได้ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะราคาพลังงาน ราคาทองคำ และค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก เนื่องจากเส้นทางการขนส่งทางทะเลสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่มั่นคง
“ถ้าวิกฤตบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังรุนแรง โอกาสที่ราคาน้ำมันจะทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมีสูง ซึ่งจะกระทบค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลกทันที” ศ.ดร.สุรชาติ กล่าว
ทั้งนี้ศ.ดร.สุรชาติ ยังสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยและรัฐไทยมีแนวโน้มมองโลกแบบ “โลกสวย” เพราะไม่เคยเผชิญวิกฤตความมั่นคงขนาดใหญ่ จึงให้ความสำคัญกับปัญหาภายในมากกว่าการติดตามพลวัตของการเมืองโลก ส่งผลให้ประเทศไทยมีลักษณะคล้ายสังคมแบบ “Introvert” ที่มุ่งมองปัญหาภายในประเทศมากกว่าบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ศ.ดร.สุรชาติ ยังวิจารณ์ว่าการเมืองไทยยังติดอยู่กับกระแสชาตินิยม โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ไม่ช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศในการรับมือกับวิกฤตระดับโลก “ต่อให้ชนะสงครามกับเพื่อนบ้าน คำถามคือผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์คืออะไร เพราะวันนี้โลกกำลังเผชิญปัญหาใหญ่กว่านั้นมาก” ศ.ดร.สุรชาติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.สุรชาติ ย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำมากที่สุดในขณะนี้คือ “การตั้งหลักประเทศไทย” เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนของโลกในหลายมิติ ทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พลังงาน ความมั่นคงของมนุษย์ และความมั่นคงทางทหาร อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าความเป็นจริงทางการเมืองไทยมักให้ความสำคัญกับการจัดตั้งรัฐบาลและการแบ่งตำแหน่งทางการเมืองมากกว่าการวางยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาว “วันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ตั้งหลัก เราเพิ่งอยู่ในขั้นตั้งไข่เท่านั้น แต่โลกภายนอกกำลังเปลี่ยนเร็วมาก หากเราไม่เตรียมตัว ประเทศอาจเผชิญแรงกระแทกจากวิกฤตโลกได้ในอนาคต” ศ.ดร.สุรชาติ กล่าว