โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รมว.พลังงาน สั่งปรับเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล B5 เป็น B7 เริ่ม 14 มี.คนี้

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 22.30 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 22.30 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 17.45 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) พร้อมด้วยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน สรุปสาระสำคัญดังนี้

รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงแนวทางเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มเติม หากเกิดกรณีที่การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถดำเนินการได้ โดยได้มีการพิจารณาแหล่งจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันสำรอง โดยจะกำหนดแผนดำเนินการและช่วงเวลาการปรับเพิ่มสัดส่วนอย่างเป็นขั้นตอน

สำหรับมาตรการดูแลราคาพลังงาน ตามที่ได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นระยะเวลา 15 วัน จะยังคงตรึงราคาต่อไปจนครบกำหนด กรณีของน้ำมันเบนซิน แม้จะไม่มีการประกาศตรึงราคาอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงพลังงานได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแลราคา ทำให้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับราคาน้ำมันเบนซิน โดยจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นขั้นบันได เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจมากเกินไป ซึ่งนายพิพัฒน์ ย้ำว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ประชาชนเกิดการเข้าเติมน้ำมันจำนวนมากตามสถานีบริการนั้น ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก โดยรองนายกรัฐมนตรียืนยันว่าประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ และรัฐบาลได้เตรียมแผนจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงมาตรการที่ได้ดำเนินการมาแล้ว ทั้งการระงับการส่งออก การสำรองน้ำมัน จาก 1% เป็น 3% ซึ่งถ้าทำได้ครบ จะช่วยยืดระยะเวลาได้อีกประมาณ 7 วัน สำหรับมาตรการถัดไป คือ มาตรการการเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันดีเซล ซึ่งจะช่วยลดการใช้ตัวเนื้อดีเซล โดยมาตรการนี้ดำเนินการออกประกาศทันที ให้มีผลในวันที่ 14 มีนาคม 2569 เพื่อให้ระยะเวลากับผู้ค้าน้ำมันเตรียมตัว ทั้งนี้ มาตรการนี้จะช่วยทั้งลดการใช้ดีเซลและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลของไทย ขณะเดียวกันให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการส่งเสริมตัว B10 B20 และตัวอื่น ๆ ร่วมด้วย รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้ E20 และ E85 มากขึ้น และส่งเสริมการใช้เอทานอล ซึ่งมาจากพี่น้องเกษตรกรในประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้มีการประกาศตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่จะหมดในเดือนมีนาคมนี้ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลจะมีการตรึงราคาจนครบกำหนด 15 วัน แล้วจึงจะมาพิจารณากันต่อ ส่วนตัวเบนซิน มีการเข้าไปช่วยบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากราคาในตลาดโลกยังคงสูงอยู่ แต่จะมีการประสานงานไม่ให้ขึ้นทีเดียวจำนวนสูงมาก

ในส่วนก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้า ณ วันนี้สามารถหาทดแทนจากแหล่งอื่นได้แล้ว และยังให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้มีการประชุมหารือกันอาทิตย์หน้า เพื่ออนุมัติการหาตลาดที่จะมาทดแทนก๊าซจากกาตาร์ของเดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกัน ได้มีการพูดคุยกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area: JDA)ให้ผลิตเพิ่ม พร้อมขอให้มีการซื้อไฟเพิ่มจาก สปป.ลาว และพูดคุยกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้เพิ่มกำลังการผลิตจากถ่านหินด้วย

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกันเรื่องมาตรการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะมีการนำเข้า ครม. ในวันพรุ่งนี้ ประกอบกับหน่วยงานราชการจะมีการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน รวมถึงมีการขอความร่วมมือกับทางผู้ค้าน้ำมันที่มีสถานีน้ำมัน ให้ส่งเสริมเรื่องการตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น ในช่วงนี้จะเป็นการรณรงค์และขอความร่วมมือเป็นหลัก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน และขอให้มั่นใจว่า น้ำมันมีเพียงพอ รวมถึงกระบวนการในการดูแลกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมก็จะมีการจัดระบบเพื่อดูแลต่อไป ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ ที่ได้เตรียมไว้ มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลราคาสินค้าให้มีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ควบคู่กับการดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยกระทรวงพาณิชย์มีเครื่องมือทางกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งกำหนดให้การจำหน่ายสินค้าจะต้องมีราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค รวมทั้งห้ามมิให้มีการกักตุนสินค้าเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า

ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนนั้น ขอยืนยันว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา เนื่องจากสินค้าเหล่านี้อยู่ในกลุ่มสินค้าควบคุม ซึ่งผู้ประกอบการที่ประสงค์จะปรับขึ้นราคาจะต้องยื่นข้อมูลต่อกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้พิจารณา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดได้ยื่นคำขอปรับขึ้นราคาสินค้าดังกล่าวต่อกระทรวงพาณิชย์

รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์โดยรวมยังคงมีความตึงเครียดและมีการใช้กำลังทางทหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ยังไม่ปรากฏสัญญาณที่ชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านจะกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาในระยะอันใกล้ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในภูมิภาค

ในส่วนของพัฒนาการทางการเมืองภายในอิหร่าน มีรายงานว่าเมื่อวานนี้ สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่าน (Assembly of Experts) ได้มีมติเลือกนายโมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางสถานการณ์ในภูมิภาค

สำหรับสถานการณ์ด้านการคมนาคมทางอากาศ ปัจจุบันบางสายการบินได้เริ่มจัดเที่ยวบินฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้าง โดยสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ได้เปิดให้บริการเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพมหานคร–โดฮา เป็นครั้งแรกเมื่อวานที่ผ่านมา เพื่อนำผู้โดยสารที่ตกค้างเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังกรุงโดฮา ทั้งนี้ กระทรวงจะติดตามความเป็นไปได้ในการเปิดเที่ยวบินเส้นทางโดฮา–กรุงเทพฯ เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำผู้โดยสารที่ตกค้างกลับมายังประเทศไทยในโอกาสแรก

แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และขอให้ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่ เพื่อให้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ คนไทยกลุ่มแรกจากอิหร่าน รวมจำนวน 29 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเมื่อช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และในวันพรุ่งนี้เช้า จะมีคนไทยอีกจำนวน 23 คนเดินทางกลับถึงไทยเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งในอิหร่านที่อยู่ระหว่างการเดินทางออกจากประเทศไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกและนำคนไทยกลับประเทศอย่างปลอดภัย

สำหรับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ยังคงให้ความช่วยเหลือคนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้คำแนะนำ การดูแลอำนวยความสะดวก รวมถึงการมอบสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพแก่ผู้ที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ พร้อมทั้งประสานงานกับสายการบินในพื้นที่ที่ยังสามารถให้บริการได้ และประสานกับหน่วยงานของประเทศที่ยังคงปิดน่านฟ้า เพื่อขออนุญาตเดินทางผ่านแดนไปยังประเทศข้างเคียงได้ ซึ่งจะทำให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยหรือเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามทางอากาศได้ กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือให้คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งสามารถออกจากพื้นที่เสี่ยงและเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมการชุมนุมหรือกิจกรรมประท้วงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในประเทศที่เกิดความขัดแย้ง เพื่อความปลอดภัย โดยกระทรวงฯ เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยที่ยังคงพำนักอยู่ในพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญสูงสุด

ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวนทั้งสิ้น 67,043 คน โดยมีแรงงานที่แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยจำนวนรวม 941 คน นอกจากนี้ยังได้เตรียมมาตรการดูแลแรงงานไทยภายหลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยจะจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและรับลงทะเบียนความต้องการความช่วยเหลือที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง เพื่อประเมินความต้องการของแรงงาน อาทิ การหางานทำในประเทศ การเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย หรือการเข้ารับการฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะเพิ่มเติม

กระทรวงแรงงานยังมีมาตรการช่วยเหลือผ่านกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยแรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนและได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามจะได้รับเงินสงเคราะห์ กรณีเดินทางกลับประเทศจากเหตุสงคราม จำนวนรายละ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพ จะได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 30,000 บาท และกรณีเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 40,000 บาท รวมทั้งกรณีค่าจัดการศพในต่างประเทศ ทายาทจะได้รับค่าจัดการศพตามค่าใช้จ่ายจริงไม่เกิน รายละ 40,000 บาท

กระทรวงแรงงานยังได้มอบหมายให้สำนักงานแรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ให้ข้อมูลแก่ครอบครัวแรงงานไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมแนะนำให้แรงงานไทยอัปเดตการใช้งานแอปพลิเคชัน Smart TOEA เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง 3 แห่ง ที่ทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิดในการดูแลแรงงานไทยในพื้นที่

ก่อนหน้านี้ในเวลา 15.00 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบของโลกและระบบขนส่งทางทะเล ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ต้องไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว (Energy Resilience) ด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางบริหารจัดการพลังงานและมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานอำนวยการในการบูรณาการแผนการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารสถานการณ์พลังงานได้อย่างมีเอกภาพและครอบคลุม

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้รายงานมาตรการยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมเพียงพอ

สำหรับสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติ ขณะนี้ยังคงมีปริมาณเพียงพอและไม่น่าวิตกกังวล โดยมีการเตรียมแผนบริหารจัดการพลังงานเพิ่มเติม อาทิ การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น เช่น ถ่านหินและพลังงานน้ำ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งจะเสริมด้วยมาตรการประหยัดพลังงานตามความจำเป็น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าการดำเนินนโยบายทุกด้านจะมุ่งให้ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นน้อยที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...