โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ท๊อป จิรายุส ถอดรหัส WEF 2026 เผย 4 ทางรอดไทยในระเบียบโลกใหม่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 17.27 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. เวลา 10.15 น.

ท๊อป จิรายุส เผยสรุปสำคัญจากเวทีดาวอส 2026 ชี้โลกเปลี่ยนจากยุคเน้นประสิทธิภาพสู่ยุคแห่งความปลอดภัยและอำนาจต่อรอง แนะไทยเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี "5-Layer Cake" และขยายพันธมิตรเพื่อความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแปรเปลี่ยนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

วันที่ 27 มกราคม 2569 สรุปประเด็นสำคัญจากเวทีการประชุม World Economic Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “A Spirit of Dialogue” โดย นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัดเมื่อวันที่ 19-23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเน้นย้ำถึง 5 ประเด็นหลักที่คนไทยทุกคนจำเป็นต้องรู้

1. โลกกำลังเปลี่ยนเกม จากยุคแห่งกฎเกณฑ์ (Rule-based Era) สู่ยุคแห่งการสะสมอำนาจ (Power Accumulation Era)

หากย้อนกลับไปเมื่อสองสามทศวรรษก่อน โลกดำเนินไปภายใต้ “ยุค Rule-based Era” หรือยุคที่ยึดถือระเบียบโลกเป็นบรรทัดฐาน เน้นความไว้วางใจและการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ทางการค้าเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุด ดังนั้น ประเทศที่มีอำนาจคือประเทศที่มีประสิทธิภาพทางการซื้อขายและสามารถทำกำไรได้ดี

แต่วันนี้ กฎเกณฑ์เหล่านั้นกำลังถูกเขียนใหม่ เราเข้าสู่ “ยุค Power Accumulation Era” หรือยุคที่อำนาจไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการควบคุม 3 ทรัพยากรสำคัญ คือ พลังงาน (Energy), ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Infrastructure)

สภาวะดังกล่าวส่งผลให้ทุกประเทศเร่งสร้าง “เกราะป้องกัน” เพื่อลดการพึ่งพาประเทศอื่น ผ่านการลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่

1) งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ (Defense Spending) โดยเฉพาะในแถบยุโรปกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและศักยภาพในการปกป้องตนเองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว

2) โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Infrastructure) โดยเฉพาะ AI Model ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ทั้งระบบการทำงาน การศึกษา และการสื่อสาร ทำให้ประเทศที่มีทรัพยากรมนุษย์เชี่ยวชาญด้าน AI จะได้เปรียบและดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก

2. วัฒนธรรมการค้าโลกกำลังถูกเขียนใหม่

รูปแบบการค้าระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นระบบโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ใครมีสินค้าถูกและดีคือผู้ชนะ ไปสู่แนวคิดใหม่ 3 ข้อ ได้แก่

1) การเปลี่ยนผ่านจากยุค Globalization สู่ “Regionalization” รูปแบบการซื้อขายระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมที่เป็น Globalization เน้นประสิทธิภาพทางการแลกเปลี่ยน ไปสู่ระดับภูมิภาค Regionalization ที่เน้นความปลอดภัย เป็นการค้าที่ไม่ได้มองหาแค่ประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่มองหาความปลอดภัยและความไว้วางใจระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยจะเลือกซื้อขายกับพันธมิตรในภูมิภาคหรือกลุ่มที่มีค่านิยมร่วมกัน เช่น กลุ่มเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศอำนาจปานกลางฝั่งยุโรป

2) จากการพึ่งพาสู่ “การกระจายความเสี่ยง” คือ การที่หลายประเทศในโลกเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพามหาอำนาจ จึงเกิดแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงด้วยการแสวงหาพันธมิตรและคู่ค้าทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อน เพื่อสร้างจุดยืนที่มั่นคงด้วยขาของตนเอง ไม่มีใครอยากพึ่งพามหาอำนาจใดประเทศเดียวอีกต่อไป การหาพันธมิตรหลายทิศทางจึงกลายเป็นกลยุทธ์หลัก

3) การส่งเสริมการบริโภคของท้องถิ่น (Local Consumption) ทุกประเทศพยายามผลักดันการผลิตในประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น “ประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน” (Efficiency Supply Chain) ไปสู่ยุคที่เน้น “ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน” (Resilience Supply Chain) แม้ความยืดหยุ่นที่สูงขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพทางการค้าลดลงก็ตาม

3. โมเดล “5-Layer Cake” เทคโนโลยีคือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ในยุคที่การลงทุนล่วงหน้าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกประเทศต้องลงทุนใน “5-Layer Cake” เพื่อความอยู่รอด ประกอบด้วยชั้นแรกคือ “พลังงาน” ซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่ง ชั้นที่สองคือ “ชิปคอมพิวเตอร์” ที่เปรียบเสมือนสมองของโลกดิจิทัล ชั้นที่สามคือ “ระบบคลาวด์” ที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของข้อมูล ชั้นที่สี่คือ “AI Model” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ขับเคลื่อนอนาคต และชั้นบนสุดคือ “แอปพลิเคชันที่พัฒนาจาก AI Model” ที่เป็นช่องทางสู่ผู้ใช้งานจริง

แต่นี่ไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทันที กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF เตือนว่าโลกอาจเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะเงินทุนมหาศาลถูกดึงไปสร้างอนาคต ความท้าทายที่แท้จริงคือการเปลี่ยนต้นทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นกำไรและการจ้างงานที่เป็นรูปธรรม ถือเป็นโจทย์สำคัญของทุกประเทศที่ต้องพยายามสร้างผลกำไรจากการลงทุนเหล่านั้น และหาโอกาสทางการเติบโตผ่านเทคโนโลยี AI ให้ได้

4. AI ฟองสบู่หรือยุคสมัยใหม่?

ในทุกยุคสมัยจะมีเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ตั้งแต่การเข้ามาของเว็บไซต์ไปสู่สมาร์ทโฟน ตลอดจนการมาถึงของโซเชียลมีเดีย และตอนนี้คือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ในทุกก้าวเดิน

AI ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่กำลังเปลี่ยน “ผืนผ้าของสังคม” ทั้งหมด ตั้งแต่วิธีที่เราเรียนรู้ สื่อสาร จนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหารราชการ โดย AI เปลี่ยนแปลงผืนผ้าของสังคมผ่านการแทรกซึมในชีวิตประจำวัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการบริหารงานของภาครัฐ

แต่คำถามสำคัญ คือ การลงทุนใน AI ที่เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งยวดนี้ต้องลงทุนล่วงหน้าด้วยเม็ดเงินมหาศาล หลายประเทศต้องกู้เงินมาลงทุน หาเงินดึงดูดนักลงทุนเข้าประเทศ จึงเป็นการลงทุนที่นักลงทุนหลายคนเตือนว่าตอนนี้เปรียบเสมือน “ฟองสบู่” ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะสร้างกำไรได้จริง การลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI นี้จะกลายเป็นฟองสบู่ที่แตก หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กันแน่ สิ่งนี้คือโจทย์สำคัญของทุกประเทศที่ต้องหาคำตอบ

5. แผนที่อำนาจใหม่ของโลก

ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในปัจจุบัน สถานะของประเทศในโลกยุคใหม่ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่

1) ประเทศมหาอำนาจ (Great Power) คือ กลุ่มผู้เขียนกฎเกม เป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจมหาศาล ทั้งในด้านการป้องกันประเทศ มีเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เป็นศูนย์กลางทางอำนาจ ได้เปรียบทางพลังงาน มีความมั่นคงทางอาหาร และมีเทคโนโลยีเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ที่ครอบครองทั้งพลังงาน เทคโนโลยี และอำนาจทางทหาร

2) ประเทศอำนาจปานกลาง (Middle Power) คือ กลุ่มผู้สร้างพันธมิตร เป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจระดับภูมิภาคหรือระหว่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป ที่พยายามรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ไม่ต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศก็ยังมีความต้องการพึ่งพาตนเองเป็นหลักอยู่

3) ประเทศด้อยอำนาจ (Small Power) คือ กลุ่มผู้รับราคา เป็นประเทศที่ยังขาดอิทธิพลในเวทีโลก อยู่กันตามภูมิภาค ไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากมาย มักมีสถานะเป็นผู้รับราคา (Price Taker) แทนที่จะเป็นผู้กำหนดราคา (Price Maker) และยังคงขาดเสียงในเวทีโลก

ทางรอดของไทย 4 หัวใจสำคัญ

สุดท้าย ท๊อป จิรายุส ได้เน้นย้ำถึง 4 หัวใจสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยในยุคแห่งการแย่งชิงอำนาจ (Power Accumulation Era) นี้

1) สร้างความน่าเชื่อถือและขยายเครือข่ายพันธมิตร ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกและเร่งสร้างพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งจนเกินไป อย่าผูกตัวเองเข้ากับมหาอำนาจใดประเทศเดียวจนเกินควร

2) สร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในทุกมิติประเทศไทยต้องสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่พลังงาน อาหาร ไปจนถึงเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

3) สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยต้องสร้างเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะการมีโครงสร้างพื้นฐานแบบ 5-Layer Cake เป็นของตนเอง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อยืนหยัดด้วยขาตนเอง

4) ปรับตัวให้เร็ว ประเทศไทยต้องพัฒนาขีดความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันกระแสโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เพราะโลกหมุนเร็ว ใครปรับตัวไม่ทันจะตกขบวน

“หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนทั้ง 4 ปัจจัยนี้ได้พร้อมกัน เราจะไม่ได้แค่รอดในยุค Power Accumulation Era แต่เราจะเติบโตและเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาค เราจะสามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายและประสบความสำเร็จในยุค Power Accumulation Era ที่แต่ละประเทศในโลกขับเคลื่อนไปด้วยการสะสมอำนาจได้” คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนและการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับตัวเล็กน้อย แต่เป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานของระเบียบโลกทั้งหมด คำถามไม่ใช่ว่าเราจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่คือเราจะเปลี่ยนได้เร็วพอหรือไม่ และจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า

จากเวทีดาวอสในครั้งนี้ ข้อความที่ชัดเจน คือ ยุคของการพึ่งพาและรอคอยได้สิ้นสุดลงแล้ว ยุคใหม่เป็นของผู้ที่กล้าลงทุน กล้าเปลี่ยนแปลง และพร้อมสร้างอำนาจของตัวเอง ประเทศไทยจะเลือกเดินไปข้างหน้าหรือจะยืนดูคนอื่นผ่านไป คำตอบอยู่ที่การตัดสินใจและการลงมือทำของเราในวันนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ คริปโทเคอร์เรนซี ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...