Ultra Sensitive นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ Primiita หญิงสาวที่ความอ่อนไหวเปราะบางเป็นทั้งคำสาปและพลังวิเศษในตัวเอง
ทักษะสำคัญของการวาดภาพ Live Portrait หรือการสเก็ตช์ภาพคนตรงหน้าแบบสดๆ คือสายตาที่ต้องช่างสังเกต กับประสาทสัมผัสที่รับรู้ได้ละเอียด เพื่อทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนในไม่กี่วินาทีนั้น จนกระทั่งสัมผัสสิ่งที่อยู่ลึกลงไปข้างใน หรือแม้แต่มองเห็นสีที่เปล่งออกมาจากตัวคนคนนั้นได้
นั่นเป็นความสามารถพิเศษของ ‘พริม - ศุภศรา หงศ์ลดารมภ์’ ศิลปิน นักวาดภาพอิสระ ที่ใช้นามปากกาว่า Primiita วาดภาพพอร์ตเทรต Live Painting มานานกว่า 10 ปี ซึ่งไม่เพียงเป็นเหมือนพรสวรรค์เฉพาะตัว แต่ความอ่อนไหวรุนแรง จนสามารถมีความรู้สึกไวต่อสิ่งต่างๆ มากเป็นพิเศษนี้เอง ยังดูเหมือนจะเป็นทั้งพลังวิเศษและคำสาปในคราวเดียวกัน
และ Ultra Sensitive ก็คือนิทรรศการเดี่ยวที่พริมยอมเปิดเผยด้านเปราะบางและอ่อนไหวที่น้อยคนจะรู้ เพื่อใช้งานศิลปะต่อรองกับด้านไม่สวยงามของ ‘ความจริง’ จากความอ่อนไหวที่เข้ามาปะทะในชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ในวันที่เธอไม่เข้าใจ ไม่ยอมเข้าใจ จนพยายามเข้าใจ และหาทางประนีประนอม ต่อรองกับมันได้ในที่สุด
เธอใช้วิธีเล่าเรื่องเหล่านี้โดยตั้งใจว่าจะไม่เป็นไปตามขนบของการแสดงงานศิลปะสักเท่าไร มันไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการพูดคุย เพราะการคุยไม่ใช่ภาษาในการเล่าเรื่องของเธอ แต่ขอเลือกที่จะยืนอย่างเงียบเชียบ คอยจับมือคนที่เข้ามา ณ มุมหนึ่งของห้อง รับรู้ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ของคนคนนั้นแบบไม่ต้องอาศัยคำพูด (และไม่ได้ใช้เวทมนต์ใดๆ) คล้ายกับเวลาที่เธอกำลังวาดภาพพอร์เทรตพวกเขา
ข้อความบนป้ายเล็กๆ ตรงมุมห้อง ปรากฏข้อความว่า “ความรู้สึกของคุณที่นี่ เป็นของคุณเท่านั้น”
อาจช่วยให้คนที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่ของศิลปินสาว มั่นใจขึ้นอีกนิดหนึ่งว่า ความรู้สึกของคุณจะยังคงปลอดภัยอยู่กับคุณ และมันจะไม่ถูกเธอหรือใคร ขโมยไปอย่างแน่นอน
งานชุด Ultra Sensitive นี้ผ่านการต่อสู้กับความรู้สึกติดขัดของพริมในช่วงที่ผ่านมาไม่น้อย เธอเล่าว่าไม่เคยสบายตัวเลยเวลาคิดที่จะเอางานตัวเองไปแขวนไว้บนผนังสีขาวโล่งๆ ของแกลเลอรี่ โดยไม่รู้สึกเหมือนกำลังถูกผนังขาวตัดสินอยู่ นั่นอาจเป็นเพราะเธอไม่เคยเอาตัวตนด้านนี้ของตัวเองออกมาให้ใครเห็นสักเท่าไร เนื่องจากอาชีพการงานอีกพาร์ตหนึ่งของพริมที่เราลืมบอกไปก็คือ เธอเป็นอินฟลูเอนเซอร์-นางแบบที่มีเบื้องหน้าดูสดสวย มั่นใจ และสมบูรณ์แบบอยู่ตลอดเวลา
“ส่วนใหญ่เวลาที่มีงานจ้าง พริมตื่นมาแล้วก็สวมบทนั้นเลย แต่งานชุดนี้เหมือนเป็นมุมดาร์กของพริมหน่อย ถ้าเทียบกับงาน Commercial ที่มีด้านเดียวสุดๆ ซึ่งทำให้ไม่ค่อยมีคนรู้ว่า ถ้าไม่ทำงานจ้างอย่างที่เห็นแล้ว จริงๆ เราเป็นคนแบบไหน”
แม้ว่าความอ่อนไหวรุนแรงมากเป็นพิเศษ เป็นองค์ประกอบที่จะว่าไปแล้วก็อาจไม่เลวร้ายนักของการที่ศิลปินคนหนึ่งจะใช้มันเป็นวัตถุดิบในการทำงานศิลปะ แต่งานชุดนี้กลับเป็นการพยายามยอมรับ ‘ความจริง’ อีกด้านที่ไม่สวยงาม ซึ่งเป็นเหมือนแพ็กเกจที่พ่วงมากับความอ่อนไหวนั้น และหาทางทำให้มันเป็นเพื่อน เป็น ‘บ้าน’ ของเธอให้ได้
“การอยู่กับความจริง คือ Love-hate relationship สำหรับพริม พริมเป็นคนที่ไม่รู้ว่าคนเราสามารถโตไปมากกว่าอายุ 25 ได้ แล้วพริมเป็นทุกข์กับความจริงข้อนี้หนักมากตอนที่อายุ 25 อาจเป็นเพราะพริมดูการ์ตูนเยอะด้วยมั้ง อย่างพาวเวอร์พัฟเกิร์ลมันอายุเท่าเดิมทุกตอน หรือคุณยายก็ดูเป็นยายมาตลอดในสโนวไวท์ เราไม่รู้หรอกว่าพอโตไปหลัง 25 แล้วจะเป็นยังไง ในฝันของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็แค่อยากโต โตแล้วเป็นศิลปิน พริมรู้เเค่นี้ แต่พอ 25 จริงๆ แล้วแบบ ‘ชิบหาย มันไม่หยุดเหรอวะเนี่ย’ ซึ่งมันไม่หยุด พอพริมรู้ว่าคนเราเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ก็เลยรู้สึกรับไม่ได้ในตอนนั้น”
“เมื่อก่อนบ้านพริมค่อนข้างเป็นครอบครัวที่อยู่กันสุขสบายพอสมควร ผลไม้ในซุปเปอร์ฯ เเม่พริมจะเป็นคนซื้อมาตลอด แล้วพอใกล้หมดอายุ พริมก็มักจะไม่เห็นมันวางไว้ในบ้านอีกเลย พอถึงจุดหนึ่งที่ชีวิตเปลี่ยน มันเปลี่ยนหนักมาก เป็นปัญหาทางบ้านที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น กลายเป็นว่าชีวิตพริมมาอยู่ในจุดที่ต้องดูแลตัวเอง เวลาซื้ออาหารมาแล้วต้องแบ่งกินให้ครบคน อะไรแบบนั้น ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่พริมได้เจอกับความจริงที่ไม่เคยรู้มาก่อน ได้เห็นว่าผลไม้ที่ซื้อมามันเน่าได้ มันวางอยู่ในบ้าน พริมเสียใจมาก”
“จากนั้นความจริงแต่ละอย่างก็เริ่มเข้ามา โดยไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเจออะไรบ้าง และต้องเตรียมตัวยังไง มันเหมือนเราแค่ตกใจกับมันไปเรื่อยๆ แล้วพริมเป็นคนช่างสังเกต พอวาดรูปก็ยิ่งอินกับทุกอย่างรอบตัว ความรู้สึกเหล่านี้เลยเหมือนยิ่งต่อยพริมแรงกว่าปกติ”
งานชุดนี้คือวิธีรับมือและประนีประนอมกับโลกแห่งความจริงของพริม เป็นความรู้สึกที่เธอบอกว่าค่อยๆ ตกตะกอนมาสักพักแล้ว หลังจากตอนแรกที่ไม่กล้าคิดจะเปิดเผยด้านเปราะบางเหล่านั้นของตัวเองให้ใครเห็นเลยแม้แต่นิดเดียว
“เราไม่อยากเอาหัวใจเรามาแขวน โดนคนเอาไฟมาส่องมันทุกด้านขนาดนั้น ผนังขาวสำหรับพริมให้ความรู้สึกเหมือนขึ้นเขียงในห้องผ่าตัดเลย”
“อะไรทำให้วันนี้รู้สึกว่าพร้อมแล้วที่จะขึ้นเขียง” เราถาม
“อาจเป็นเพราะว่าพริมเหนื่อยมากแล้วกับการวิ่งหนี เพราะวันหนึ่งสุดท้ายเราก็ต้องเป็นตัวเอง และการซ่อนตัวเองเป็นอะไรที่เหนื่อยมากกว่า งานชุดนี้จึงเป็นเหมือนการควักหัวใจไปวางบนแท่น ให้คนส่องไฟไปทุกทิศทุกทาง แล้วพริมก็จะยื่นมีดให้เขาผ่าดูข้างในด้วย ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น”
ภาพหนึ่งบนผนังมีชื่อว่า Bring to light คือหนึ่งในการนำเอาด้านไม่สวยงามสมบูรณ์แบบของพริมมาฉายสปอร์ตไลต์ให้เราเห็น มันคือทุกอย่างที่ไม่สวยงาม ตัวพริมเอง ความขี้เกียจ นิสัยไม่ดี ฯลฯ มันถูกเอามาวางโชว์ไว้บนผนังขาวอย่างอ่อนโยน โดยที่เธอไม่จำเป็นต้องเก็บซ่อนตัวเองอีกต่อไปแล้ว
ขณะที่บางภาพเกิดจากการเข้าใจสัจธรรมบางอย่างในช่วงที่ผ่านมา แต่เป็นสัจธรรมในแบบของเธอเองที่แทนด้วยภาพหญิงสาวร่างเปลือยเปล่า ราวกับสิ่งมีชีวิตบริสุทธิ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นบนโลก เคลื่อนไหวในอิริยาบถแตกต่างกันไป เปลือกหอยที่แตกร้าว การปะทะร่างกายลงบนคลื่นรุนแรงของทะเล ฝนดาวตก ไปจนถึงการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ โดยใช้สีน้ำที่ยิ่งทำให้การวาดภาพเหล่านี้ยิ่งยากต่อการควบคุม ไม่เพียงสะท้อนความไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่ยังฝึกให้เธอค่อยๆ เข้าใจความจริงของชีวิต และเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน
“พริมชอบสีน้ำ เพราะมันเคาะเราตลอด หักหลังเราตลอด และมันสะใจ ทำให้เรากลับมาอยู่กับการต้องยอมรับว่า ‘เออ มันก็อย่างนี้แหละ…’ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตระหนักรับรู้ถึงความกลัวของการเข้าใจสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ด้วย”
ส่วนหนึ่งที่ทำให้พริมไม่มีโอกาสได้เปิดเผยตัวตนด้านนี้ของตัวเอง ยังเป็นเพราะในงานจ้างที่มีความเป็นทุนนิยมมากๆ ภาพวาดของเธอเคยถูกมองว่า ‘ไม่แมส’ บ้าง ‘โป๊’ เกินไปบ้าง ทำให้ทั้ง 2 ด้านของตัวตนพริมถูกแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง
“ในการวาด Live Portrait พริมชอบความเป็นสิ่งชั่วคราวของทุกอย่าง ทุกอย่างเกิดขึ้นครั้งเดียว มันสะใจ และมันเป็นสิ่งที่เยียวยาหัวใจพริมมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีความกดดันที่มากด้วย เหมือนเป็นการขึ้นเขียงอีกแบบหนึ่ง เรารู้แค่ว่าเราได้ให้ทั้งหมดที่เราเห็น ใส่จินตนาการทั้งหมดที่เรามีไปแล้ว เราให้เขาเต็มร้อย แต่ไม่รู้เลยว่าเขาจะชอบมันหรือเปล่า เวลาจะเปิดภาพที่วาดเสร็จแล้วให้ลูกค้าดู ทุกวันนี้ใจพริมยังเต้นแรงอยู่เลย บางครั้งเห็นหน้าเจ้าของงานแล้วเขาไม่ยิ้ม เราก็รู้สึกได้ อาจเพราะพริมเป็นคนอ่อนไหวมาก จนรับรู้ความรู้สึกว่าได้เร็วว่าใครชอบหรือไม่ชอบงานเราด้วยมั้งคะ”
พริมตั้งใจให้เรื่องเล่าของเธอในนิทรรศการครั้งนี้ไม่เห็นเป็นวัตถุ ไม่เห็นเป็นคอนเซ็ปต์ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย และอยากให้มันสดที่สุด คล้ายกับงาน Live Painting แต่ 2 อย่างนี้อะไรคือจุดที่เชื่อมโยงกัน และมันจำเป็นต้องเชื่อมโยงกันไหม เธอยังสงสัย และยังคงหาคำตอบอยู่เหมือนกัน
เราถามเธอว่า กลัวไหมถ้าหากทั้ง 2 ด้านที่เธอแยกออกจากกันนี้ ด้านใดด้านหนึ่งจะรุกล้ำเข้ามาหากัน จนเสียความสมดุล และทำลายความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอในวันหนึ่ง
“คิดตลอด เพราะพริมไม่อยากกลายเป็นคนอื่นเลย ในงาน Commercial ถ้าต้องเป็นคนอื่นมากๆ พริมก็จะไม่รับ แต่ถ้าไม่รับ ก็ต้องคิดว่าแล้วจะยังไงต่อ ตอนนี้กำลังค้นหาอยู่”
“ที่สุดแล้ว คุณอยากให้คนจดจำคุณว่ายังไง” เราถาม
‘อยากให้จำว่าพริมเป็นธรรมชาติ’ พริมยิ้ม ยิ้มแบบที่เหมือนจบการพูดคุยของเราไว้แค่นั้น ก่อนจะขอตัวเดินไปหยุดยืนตรงมุมหนึ่งของห้องอีกครั้ง รอจับมือใครสักคนที่เดินเข้ามา และพร้อมจะแชร์ความรู้สึกของพวกเขา ผ่านบทสนทนาที่ไม่มีบทสนทนา
เพราะ ‘ความรู้สึกของเราทั้งหมดที่นี่… ยังเป็นของเรา’
นิทรรศการ Ultra Sensitive
โดย Primiita
จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ - 21 กุภาพันธ์ 2569
KICH Gallery ซอยร่วมฤดี เพลินจิต
บทความต้นฉบับได้ที่ : Ultra Sensitive นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ Primiita หญิงสาวที่ความอ่อนไหวเปราะบางเป็นทั้งคำสาปและพลังวิเศษในตัวเอง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Myarab (Fawn) งานประติมากรรมเคลื่อนไหวที่อุทิศแด่ลมหายใจแผ่วเบาของบางลำพู
- FLOWER WALK เข้าตามตรอก ออกตามตึก เดินเมืองดูตึกเก่าที่เล่าวิถีผู้คนย่านปากคลองตลาด โดยนักถ่ายภาพตึกร่วมสมัย Foto_momo และกลุ่ม Humans of Flower Market
- Job Description ของ ‘รัฐบาล’ ไม่ว่าจะชุดไหนก็แล้วแต่ คือการมอง “คนให้เท่ากัน” และพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ‘ประชาชน’ ให้ดียิ่งขึ้น ชวนดู 5 สิทธิขั้นพื้นฐาน (แบบสุดๆ) ที่ควร ‘ส่งเสียง’ ให้ดังกันต่อไป
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com