โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 49 ‘หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง’ เปลี่ยนจีนจากผู้ค้า สู่ผู้นำเศรษฐกิจโลก

The Bangkok Insight

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 02.30 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 02.30 น. • The Bangkok Insight

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 49 ยุทธศาสตร์ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง": พลังแห่งการเชื่อมโยงที่เปลี่ยนจีนจากผู้ค้า สู่ผู้นำเศรษฐกิจโลก

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศนโยบาย หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road Initiative: OBOR) หรือที่ต่อมาเรียกว่าBelt and Road Initiative: BRI ในปี ค.ศ. 2013 โลกได้เห็นการขยายบทบาทของจีนจาก โรงงานของโลก ไปสู่ ผู้เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก อย่างแท้จริง

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

โครงการนี้ไม่เพียงเป็นการสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน แต่เป็นยุทธศาสตร์ระดับโลกที่ผสมผสานระหว่างเศรษฐกิจ การเมือง การทูต และเทคโนโลยี เพื่อผลักดันให้จีนมีบทบาทนำในระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ความสำเร็จของ BRI จึงสะท้อนถึงความสามารถของจีนในการใช้ การเชื่อมโยง (Connectivity) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดในศตวรรษที่ 21

วิสัยทัศน์แห่งศตวรรษ: จากเส้นทางสายไหมสู่ยุทธศาสตร์โลก

แนวคิด หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ เส้นทางสายไหมโบราณ ที่เคยเชื่อมจีนกับเอเชียตะวันตกและยุโรปในการค้าขายผ้าไหม เครื่องเทศ และวัฒนธรรม แต่ในบริบทปัจจุบัน จีนได้ยกระดับแนวคิดนี้ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์โลก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่

เส้นทางสายไหมทางบก (Silk Road Economic Belt) เชื่อมโยงจีนกับเอเชียกลาง รัสเซีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ผ่านเครือข่ายรถไฟและทางหลวง

เส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Maritime Silk Road) เชื่อมโยงท่าเรือของจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ แอฟริกา และยุโรป

เป้าหมายของโครงการไม่ใช่เพียงการขนส่งสินค้าได้สะดวกขึ้น แต่เพื่อสร้าง เครือข่ายเศรษฐกิจโลกใหม่ ที่จีนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงตลาดกว่า 150 ประเทศ คิดเป็นกว่า 60% ของประชากรโลก และกว่า 40% ของ GDP โลก

การใช้โครงสร้างพื้นฐานเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ

หัวใจของโครงการ BRI คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค ซึ่งจีนมองว่าเป็นพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งถนน ทางรถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และระบบพลังงาน จีนได้ทุ่มงบประมาณกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ผ่านสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งจีน (China Development Bank), ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกของจีน (Exim Bank of China) และ ธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB: Asian Infrastructure Investment Bank)

ตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูงจีน–ลาว เส้นทางรถไฟจีน–ยุโรปที่เชื่อมฉงชิ่งกับดุสเซลดอร์ฟ ท่าเรือกวาดาร์ในปากีสถาน ท่าเรือฮัมบันโตตาในศรีลังกา และทางด่วนไนโรบี–มอมบาซาในเคนยา การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่เพียงเปิดเส้นทางการค้าข้ามภูมิภาค แต่ยังสร้างงานให้ท้องถิ่น เพิ่มการลงทุนโดยตรงจากจีน และสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีความเชื่อมโยงมาก่อน

การผสานพลังระหว่างการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี

BRI ไม่ได้มุ่งเพียงการขนส่งสินค้า แต่ยังสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่เชื่อมโยงการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน จีนใช้โครงการนี้เป็นเวทีในการส่งออกเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตน โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาด ดิจิทัล และการสื่อสาร เช่น การขยายเครือข่าย Digital Silk Road ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ BRI เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G ดาวเทียม และศูนย์ข้อมูลในประเทศต่าง ๆ

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน เช่น Huawei, Alibaba, และ ZTE ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ภายใต้ BRI ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่จีนเองก็สามารถขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีและมาตรฐานระบบดิจิทัลของตนสู่ตลาดต่างประเทศ การผสานพลังระหว่างเทคโนโลยีและการค้าเช่นนี้ ทำให้ BRI ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้าง แต่คือการวาง สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจโลกใหม่ ที่จีนเป็นผู้วางแบบ

การสร้างสถาบันการเงินใหม่เพื่อรองรับยุทธศาสตร์

จีนตระหนักดีว่าโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ ต้องมีระบบการเงินที่ยืดหยุ่นและไม่ขึ้นกับสถาบันตะวันตก จึงได้จัดตั้งสถาบันการเงินใหม่ เช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) ในปี 2016 ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของธนาคารโลก (World Bank) และ IMF

นอกจากนี้ยังมี กองทุนเส้นทางสายไหม (Silk Road Fund) ซึ่งรัฐบาลจีนจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการลงทุนโดยตรงในประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ การสร้างระบบการเงินเช่นนี้ทำให้จีนมีอิสระทางเศรษฐกิจมากขึ้น และสามารถกำหนดเงื่อนไขทางการเงินในแบบของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินตะวันตก

การสร้างความร่วมมือและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์

BRI ไม่เพียงเป็นโครงการเศรษฐกิจ แต่ยังเป็น เครื่องมือทางการทูตเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยเสริมบทบาทของจีนในเวทีโลก ผ่านแนวคิด การพัฒนาเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win Cooperation) จีนได้สร้างพันธมิตรเชิงเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน

ผลลัพธ์คือประเทศเหล่านี้หันมาพึ่งพาการลงทุนจากจีนมากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนก็ได้รับประโยชน์จากการขยายตลาดสินค้า การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และการสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น BRI ยังกลายเป็นเครื่องมือเสริมภาพลักษณ์ Soft Power ของจีน ผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การศึกษา และเทคโนโลยี เช่น โครงการทุนการศึกษาSilk Road Scholarship ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติเรียนต่อในจีน

การจัดการความท้าทาย: ปรับโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน

แม้โครงการ BRI จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่จีนก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งจากแรงกดดันของประเทศตะวันตกที่มองว่า BRI เป็น เครื่องมือขยายอิทธิพล และจากปัญหาหนี้สินของบางประเทศคู่ร่วมโครงการ จีนจึงได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ในช่วงหลัง โดยเน้น Green BRI และ Digital BRI ที่มุ่งสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาโครงการที่ใช้ทรัพยากรสูง และเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานหมุนเวียน

การปรับทิศทางเช่นนี้ทำให้ BRI กลายเป็น โครงการเปิด ที่ตอบสนองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการพัฒนาแบบยั่งยืน

บทสรุป: หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง-โครงสร้างใหม่ของโลกที่จีนเป็นผู้นำ

นโยบาย หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง คือยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 21 และเป็นสัญลักษณ์ของ การเปลี่ยนผ่านอำนาจทางเศรษฐกิจโลก จากตะวันตกสู่ตะวันออก จีนได้ใช้ BRI เป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนา และสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจโลกที่ไม่ขึ้นกับมหาอำนาจตะวันตก

BRI ไม่ได้เป็นเพียงโครงการก่อสร้างหรือการค้า แต่คือยุทธศาสตร์แห่งการเชื่อมโยง ที่ผสานเทคโนโลยี การเงิน และการทูตเข้าด้วยกันอย่างแยบยล ความสำเร็จของโครงการนี้ได้เปลี่ยนจีนจากผู้ผลิตสินค้าราคาถูก มาเป็น สถาปนิกของเศรษฐกิจโลกใหม่ ที่กำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคต

หากจีนยังคงรักษาความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์นี้ไว้ได้ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง จะไม่เพียงเป็นเส้นทางการค้า แต่จะกลายเป็น เส้นทางแห่งอิทธิพล ที่ทำให้จีนยืนอยู่ในจุดศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกอย่างมั่นคงในศตวรรษที่ 21

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...