เพื่อไทยเตรียมทำ THACCA เป็น Super Agency ให้กฎหมายไม่ใช่แค่กำกับแต่ร่วมส่งเสริมทุกอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของพรรคเพื่อไทยหรือที่เรารู้จักในนาม THACCA หนึ่งในนโยบายและหน่วยงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักตั้งแต่เริ่ม แต่กลับกลายเป็นองค์กรขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่หลายคนเสียดายขึ้นมา เมื่อต้องหมดวาระลงพร้อมกับรัฐบาลแพทองธาร
ล่าสุดพรรคเพื่อไทยได้เปิดแนวทางการ ‘ยกเครื่องวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทย’ พร้อมๆ กับการที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีเกี่ยวกับนโยบายด้านวัฒนธรรม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวนโยบายนี้ของพรรคเพื่อไทยที่ลงมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมาแล้วในเวลาเพียง 2 ปี แต่กลับมีดอกผลจากวงการต่างๆ ทั้งการรวมตัวกันของภาคเอกชนที่เข้มแข็ง การเข้าสนับสนุนของรัฐ และการเกิดกิจกรรมที่นำไปสู่แรงกระเพื่อมของทุกอุตสาหกรรมในสังคม
หัวใจสำคัญของ THACCA คือการเปลี่ยนระดับ ‘กรอบคิด’ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต้องเริ่มจากการเปลี่ยนความคิด ทั้งการเปลี่ยนบทบาทของรัฐ ให้กลายเป็นผู้สนับสนุนโดยให้เอกชนเป็นผู้นำ คือนำความต้องการต่างๆ เข้าเสนอ และรัฐจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวก เข้าจัดการในพื้นที่ที่เคยเป็นอุปสรรคอย่างกฎหมาย ข้อบังคับ รวมถึงวิธีคิดของราชการ ไปสู่ระบบนิเวศที่ส่งเสริมความคิดและอุตสาหกรรมต่างๆ ให้งอกงามได้
การกลับมาของนโยบายวัฒนธรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ในครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ใช้ประสบการณ์ ใช้ความสำเร็จ ใช้ความเข้าใจ ปรับศักยภาพและกลไกของรัฐ ให้เป็นมิตร เพื่อเข้าส่งเสริมอุตสาหกรรมโดยตอบสนองความต้องการของเอกชนให้เป็นรูปธรรม
จากการทำ THACCA ให้ เป็น Super Agency สุดยอดหน่วยงานที่รวมทุกความต้องการของวงการสร้างสรรค์ไว้ มีจุดเด่นหนึ่งคือการให้อำนาจทางกฎหมายกับสภาอุตสาหกรรม เติมช่องว่างที่หายไปของทุกวงการ รวมถึงการใช้กลไกทางกฎหมายที่แต่เดิมมักเป็นอุปสรรค เป็นเติมบทบาทกฎหมายจากการกำกับดูแล (Regulate) ไปสู่การใช้กฎหมายเพื่อการดูแลส่งเสริม (Foster) อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไปพร้อมกัน
ให้ THACCA เป็นซูเปอร์เอเจนซี่แห่งความสร้างสรรค์ไทย
หัวใจสำคัญของนโยบาย THACCA คือการทำให้วงการสร้างสรรค์และพื้นที่ทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นพื้นที่ที่ซับซ้อน มองเห็นได้ รวมถึงกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ทั้งภายในวงการและระหว่างพื้นที่ต่างๆ รวมตัวกันได้สะดวกขึ้น
พรรคเพื่อไทยจึงประกาศจัดตั้ง สำนักงานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ - Thailand Creative Culture Agency
สำนักงานวัฒนธรรมสร้างสรรค์จะเป็นองค์กรที่เข้าดูแลอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ครบวงจร เป็นผู้วางยุทธศาสตร์และนโยบายอย่างเป็นระบบ โดยจุดสำคัญของ THACCA คือการยึดหลัก ให้ ‘เอกชนนำ รัฐสนับสนุน’
บทบาทของ THACCA ในฐานะ Super Agency จึงมีหลายแง่มุม ทั้งการรวมทุกอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไว้ในองค์กรเดียวกัน หรือการเป็นสุดยอดคณะทำงานที่จะรวมทุกความต้องการที่เอกชนต้องการจากรัฐ เป็นหน่วยงานเดียวสำหรับคนทำงานสร้างสรรค์เข้ามาเพื่อดำเนินการในด้านต่างๆ ซึ่งจะต้องสะดวก รวดเร็ว ครบจบในที่เดียว รวมถึงการรวมเอเยนซี่จากภาคเอกชนจากอุตสาหกรรมต่างๆ เข้ามารวมกันไว้เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ
การรวมตัวกันของภาคเอกชน นำไปสู่การร่วมกำหนดนโยบาย เข้าทำงานในพื้นที่ที่เคยห่างไกลกับภาคเอกชนนั่นคือการปรับปรุง แก้ไข หรือเสนอกฎหมายให้ทันสมัยและเอื้อกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ บทบาทเดิมของรัฐคือการเข้ากำกับดูแล การกำหนดทิศทางโดยรวม การอุดหนุนทุนต่างๆ ตลอดจนการฝึกอบรมเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม
ดังนั้นการที่เอกชนเข้าร่วมในการแก้ไขหรือร่างกฎหมาย เป็นการทำให้กฎหมายที่เคยห่างไกลและเป็นอุปสรรค กลายเป็นมิตรกับการทำงานสร้างสรรค์ รวมถึงตัวสถาบันเช่น THACCA ถือเป็นการใช้กลไกของกฎหมายในการสนับสนุนอุตสาหกรรมและคนทำงาน เปลี่ยนบทบาทของกฎหมาย จากการกำกับดูแล ไปสู่การดูแลส่งเสริม
เพื่อไทยสานต่อสภาวิชาชีพของ THACCA
สิ่งที่น่าตื่นเต้นใน THACCA คือการตั้งสภาวิชาชีพต่างๆ หรือสถาบันที่เกี่ยวกับพื้นที่สร้างสรรค์ในแต่ละแขนง หลายสภาคือสภาวิชาชีพที่มีอยู่แล้ว ทว่า การตั้งสภาและสถาบันอย่าง สภาภาพยนตร์ สภาดนตรี สภาศิลปะ สถาบันหนังสือแห่งชาติ ไว้ภายใต้ THACCA ในฐานะองค์กรของรัฐ เป็นอีกหนึ่งการใช้กลไกของพรรคเพื่อไทยในการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยม
อย่างแรกคือพื้นที่สร้างสรรค์ที่เราอาจเรียกว่า ‘วงการ’ ต่างๆ มักเป็นพื้นที่ที่เป็นนามธรรม ทำงานอย่างกระจัดจาย รวมถึงหัวใจของความยากลำบากในการทำงานกับ ‘วัฒนธรรม’ และ ‘ความสร้างสรรค์’ คือความเป็นนามธรรมของพื้นที่เหล่านี้ การตั้งสภา จึงเป็นทั้งการทำให้พื้นที่ที่เคยกระจัดการจาย มองเห็นได้ยาก จับต้องได้ยาก เกิดการรวมตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
อีกประการสำคัญคือ การตั้งสภาวิชาชีพและสถาบันต่างๆ เป็นการให้อำนาจทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมกับแต่ละอุตสาหกรรม การมีสถาบันอย่างเป็นทางการนำไปสู่การเข้าทำงานกับภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถเสนอแนะ แก้ไข ปรับปรุงกฎระเบียบและการทำงานกับราชการได้ รวมถึงให้อำนาจในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจในแต่ละวงการที่อาจนำไปสู่การยกระดับและพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมนั้นๆ ต่อไปในอนาคต
OFOS เพิ่มทักษะ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ไทย ต้องไปต่อ
บนเวที UNLOCK CREATIVE ECONOMY หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ นพ.สุรพงษ์ ทำการ ‘Pitch’ หรือขายนโยบายให้กับประชาชน ประเด็นแรกที่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวคือนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เริ่มต้นจากหลักการว่า ‘ทุกคนที่เป็นคนไทยจะต้องได้ประโยชน์’ จึงเสนอการพัฒนา ‘วัฒนธรรมสร้างสรรค์’ ไทย ทั้งระบบ จากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งกลางน้ำและปลายน้ำ คือการกำกับดูแลอย่างเป็นมิตรเพื่อสร้างระบบนิเวศจากรัฐ สู่การทำวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทยไปยังระดับโลก
ต้นน้ำจึงเป็นต้นธารที่สำคัญที่สุด โดยสอดคล้องทั้งกับนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยที่มองเห็นประชาชนเป็นหัวใจ มองเห็นคนไทยทุกคน ต้นน้ำจึงทำหน้าที่ ‘ดูแลทักษะของคนไทยทุกคน’ โดยการอัพสกิลคนไทยด้วย One Family One Soft Power หรือ OFOS
โครงการ OFOS เป็นโปรเจกต์การฝึกอบรมจากทุกแขนงอุตสาหกรรม หลักการคือการมองเห็นว่าคนไทยทุกคน ทุกครอบครัว มีศักยภาพและความฝัน ในตัวตนของคนไทยมี ‘Soft Power’ แฝงฝังอยู่ในเนื้อในตัว การเข้ารับการอบรมตามความสนใจ จึงเป็นการสานความฝันของคนไทยด้วยการพัฒนาทักษะให้กับคนไทยทุกคนก่อนเป็นประตูบานแรก โดยเชื่อว่าในที่สุดทักษะต่างๆ ที่ฝึกฝนมาจะกลายเป็นอาชีพ เป็นกิจการ หรือส่งเสริมการใช้ชีวิตได้จริงในระบบเศรษฐกิจต่อไป
ดังนั้นคำว่าซอฟต์พาวเวอร์ของพรรคเพื่อไทย จึงกลับมายืนที่หลักการพื้นฐานคือเรื่องเศรษฐกิจปากท้องและการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สะท้อนหลักคิดของพรรคเพื่อไทยที่เชื่อมั่นในศักยภาพ มองเห็นทุกซอฟต์พาวเวอร์ และวางบทบาทของรัฐทั้งการเข้าขัดเกลาฝึกฝนทักษะเพื่อสานความฝันต่างๆ ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างกลไกรายล้อมให้เกื้อหนุน และนำพาพลังวัฒนธรรมแบบไทยๆ ไปสู่การครองใจคนทั่วโลก