กรมศุลเผย ยอดจับกุม 5 เดือนสินค้าทุ่มตลาด–สวมสิทธิ์ปีงบ 69 พุ่ง
#ทันหุ้น กรมศุลผนึกกำลังกรมการค้าต่างประเทศลุยกวาดล้างสินค้าทุ่มตลาด–สวมสิทธิ์ไทยเผยยอดจับกุม 5 เดือนแรกปีงบ 69 พุ่งอย่างมีนัยสำคัญ
นายพันธุ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากรเปิดเผยว่าสินค้าที่เข้าข่ายการทุ่มตลาด หรือ Anti -Dumping และสินค้าสวมสิทธิ์สินค้าไทยถูกจับได้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศร่วมแถลงผลงานการจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 มูลค่าความเสียหายกว่า 503 ล้านบาท
อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคมนี้ กรมศุลกากร ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ ในการตรวจสอบสินค้าที่ต้องสงสัยว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) รวมถึงสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อสวมสิทธิ์ในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลด้านการปกป้องระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม เนื่องจากการนำเข้าสินค้าในราคาต่ำกว่ากลไกตลาดส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานการผลิต การลงทุน และอัตราการจ้างงานในประเทศ กรมศุลกากรจึงยกระดับความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้าและบังคับใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
จากการดำเนินงานตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด มูลค่า 109.92 ล้านบาท และสินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิดมูลค่า 393.36 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 503 ล้านบาท
ทั้งนี้ กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดดังสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าในช่วงเดียวกัน มูลค่าการจับกุมเพิ่มสูงขึ้น 61 %
สำหรับสินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด โดยกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าในช่วงเดียวกัน มูลค่าการจับกุมเพิ่มสูงขึ้น 142% โดยกรมศุลกากรมีการจับกุมรายสำคัญ เช่น สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้จับกุมสินค้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ“Made in Thailand” ได้แก่ ปลอกหมอน ปลอกหุ้มเก้าอี้ลอยน้ำแบบเป่าลม ชุดว่ายน้ำสำหรับเด็กแบบห่วงลอยน้ำ ห่วงยางเป่าลม และปลอกหุ้มผ้าสำหรับห่วงยาง จำนวนรวม 50,824 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 11.2 ล้านบาท และตัวหนีบนิ้วพลาสติกสำหรับทำเล็บ และตลับกระจก จำนวนรวม 85,320 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 4.94 ล้านบาท
นอกจากนี้ ได้จับกุมสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made In Japan” ได้แก่ โคมไฟ Solar Light Panasonic จำนวน 425 ชิ้นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 3.51 ล้านบาท
โดยกองสืบสวนและปราบปราม ได้ตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศเวียดนาม “Made in Thailand” ณ เขตปลอดอากร ในจังหวัดชลบุรี ตรวจพบสินค้าเป็นเสื้อละเมิดเครื่องหมายการค้า และสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ รวมจำนวน 37,650 ตัว มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 215 ล้านบาท เป็นต้น
กรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นการแสดงประเทศกำเนิดของสินค้าไม่ถูกต้องตามความจริง โดยอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าสินค้านั้นผลิตหรือทำขึ้นในประเทศไทย อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา ปี 2481 และ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าปี 2534 และ พระราชบัญญัติศุลกากร ปี 2560
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ จะร่วมมือกันดำเนินมาตรการที่เข้มงวด และสกัดกั้นสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พร้อมปกป้องผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการตลาดที่เป็นธรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง และยั่งยืน สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลต่อไป
นอกจากนี้อธิบดีกรมศุลกากร ยังกล่าวอีกว่า กรมเตรียมแก้หลักเกณฑ์ของกรมศุลกากร ในการลงโทษสินค้าส่งออกที่สำแดงแหล่งกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ จากปัจจุบันมีโทษเบาแค่ปรับเล็กน้อย จะแก้เป็นให้ยึดสินค้าที่ปลอดแปลงแหล่งกำเนิดสินค้า นั้นๆได้ด้วย
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากรจำเป็นต้องเข้มงวดในเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า ที่มีการสวมสิทธิ์ Made in Thailand แล้วส่งไปขายยังต่างประเทศโดยเฉพาะส่งไปขายในสหรัฐมากขึ้น เพราะทางสหรัฐ จับตามองประเทสไทยอย่างใกล้ชิดเนื่องจากไทยส่งออกไปยังสหรัฐมากขึ้น โดยในปีที่แล้ว ไทยส่งออกไปสหรัฐอยู่ในอันดับ ที่ 7 จากประเทศต่างๆ ที่ส่งอออกไปยังสหรัฐ ซึ่งเลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 11 ในปีก่อนหน้า
“สหรัฐคงจับตาเราอย่างใกล้ชิด ดังนั้นเรา จำเป็นต้องเข้มงวดตรวจสอบเพื่อให้ได้รับความน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้โดนปัญหาการตรวจสอบย้อนกลับและโดนเรียก ภาษีภายหลัง ซึ่งเป็นความเสียหายที่มากกว่าสำหรับผู้ประกอบการไทย” นางอารดา กล่าว