โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หุ้นไทยเปิดลบ 35.22 จุด ร่วงแตะ 1,493.04 จุด PTTEP เด้งสวน บวก 5 บาท

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 มี.ค. 69) เปิดตลาด ณ เวลา 10.00 น. ที่ระดับ 1,493.04 จุด ลดลง 35.22 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 2.30% กรอบการแกว่งตัวสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,497.67-1,489.36 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายที่ระดับ 11,695.92 ล้านบาท

5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด

  • PTTEP ราคา 142.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท หรือ 3.65% มูลค่าซื้อขาย 1,570.33 ล้านบาท
  • GULF ราคา 57.50 บาท ลดลง 4.50 บาท หรือ 7.26% มูลค่าซื้อขาย 955.87 ล้านบาท
  • KBANK ราคา 197.00 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 1.99% มูลค่าซื้อขาย 714.85 ล้านบาท
  • PTT ราคา 37.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 2.03% มูลค่าซื้อขาย 573.11 ล้านบาท
  • SCC ราคา 220.00 บาท ลดลง 5.00 บาท หรือ 2.22% มูลค่าซื้อขาย 514.80 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า คาด SET Index จะชะลอตัวลงต่อเนื่องโดยมีแรวรับบริเวณ 1,500+- จุด ถูกกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะลุขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยโดยเฉพาะทองคำและน้ำมัน

โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 7% มาที่ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนทองคำปรับขึ้น 2.5% เป็น 5,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อเทียบเคียงสถานการณ์ปัจจุบันกับสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนซึ่งเริ่มต้นวันที่ 24 ก.พ. 22 SET Index ปรับตัวลงวันแรกราว 2% และลงลึกสุดราว 4.6% ในระยะเวลา 9 วันทำการ (8 มี.ค. 22) ก่อนจะทยอยฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมในระยะเวลา 15 วันทำการในช่วงปลายเดือน มี.ค. 22

สงครามดีดราคาน้ำมันดิบ

ประเด็นสำคัญในวันนี้ กลุ่มน้ำมัน สงครามตะวันออกกลางจะหนุนราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงในระยะสั้น เนื่องจากการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันสู่ตลาดโลกกว่า 20% ของปริมาณความต้องการโลกปัจจุบันราว 100 ล้านบาร์เรล/วัน และอิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบราว 3 ล้านบาร์เรล/วัน และหากสงครามยืดเยื้อจะเกิดปัญหา supply chain ของน้ำมัน

สำหรับประเทศไทยคาดมีปริมาณสำรองน้ำมันราว 60 วัน นอกจากนี้ ราคาก๊าซก็จะปรับขึ้นด้วย เนื่องจากประเทศกาต้าเป็นผู้ส่งออกก๊าซหลักในตะวันออกกลาง รวมถึงค่าระวางเรือขนส่งน้ำมันที่จะปรับขึ้น ดังนั้น หุ้นกลุ่มน้ำมันต้นน้ำอย่าง PTTEP PTT และโรงกลั่น

ระยะสั้นได้ผลบวกจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซ ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมี SCC PTTGC IVL จะได้รับผลกระทบจากต้นวัตถุดิบที่ปรับขึ้น และกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภท SPP ที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ท่องเที่ยวอ่อนไหวกับสงคราม

ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยว ประเมินว่ามีความอ่อนไหวสูงต่อสถานะการณ์สงคราม เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนค่อนข้างคงที่ แม้ปริมาณนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางในประเทศไทยมีสัดส่วนเพียง 2-3% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงจากความเชื่อมั่นการเดินทาง ทั้งจากยุโรปและเอเชีย เรากำหนดสมมติฐานปริมาณลูกค้าชาวตะวันออกกลางลดลง 50% เป็นเวลา 1 และ 3 เดือนกรณี best case และ base case และลดลง 60% เป็นเวลา 6 เดือน

ในกรณี worst case พบว่า ผลกระทบต่อกำไรปกติปี 2026 base case จะอยู่ที่ 4% สำหรับ CENTEL เนื่องจากมีการดำเนินงานโรงแรมรูปแบบ JV ในดูไบด้วย และ 3% สำหรับ ERW และ MINT

สำหรับราย Sector กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมีเพียงการแพทย์ (+5%) ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวได้แข็งแรงกว่าตลาด ได้แก่ สื่อสาร (+1.2%) PF&Reit (-2%) ค้าปลีก (-2.5%) พลังงาน (-2.6%) เป็นต้น ทางฝ่ายแนะนำนักลงทุนติดตามสถานการณ์สงครามต่อเนื่องว่าจะยือเยื้อหรือไม่ โดยปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองสำหรับใช้ได้ราว 60 วัน

ดังนั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อและโดยเฉพาะหากปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้น และคาดจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะมากขึ้นทั้งต้นทุนสินค้าและเงินเฟ้อที่ปรับขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

แนะหุ้นเด่น

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ เก็งกำไรกลุ่มพลังงานและพักเงินในกลุ่มสินค้าจำเป็น โดยหุ้นเด่นวันนี้คือ PTTEP (ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Consensus 137.65 บาท) เพราะระยะสั้นมี Catalyst บวกจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นกว่า 7% หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุขึ้น โดยหากสถานการณ์ยืดเยื้อและถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะกลาง อาจทำให้แนวโน้มกำไรในช่วง 1H26 อาจดูดีกว่าที่คาดและอาจนำไปสู่ Upside ของประมาณการทั้งปี ส่วนฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง และคาดยังจ่ายปันผลในระดับสูง Yield ราว 5-6% ต่อปี ในทางเทคนิกทางฝ่ายประเมิงกรอบแนวรับ 134-133 บาท แนวต้าน 140//144-145 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...