“เห็นโบกี้ขาดต่อหน้า!” เหยื่อรถไฟสีคิ้วเปิดนาทีหนีตาย จี้หยุดก่อสร้างช่วงรถวิ่ง
วันที่ 15 ม.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านอาเสก หมู่ 3 ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ เพื่อพบ น.ส.นารีรัตน์ ลิกหลัก อายุ 35 ปี เหยื่ออุบัติเหตุจากเครนที่ใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงถล่มทับโบกี้รถด่วนพิเศษขบวนที่ 21 กรุงเทพ–อุบลราชธานี ซึ่งผู้สื่อข่าวพบคุณยายกิมริน ไหมทอง อายุ 93 ปี และญาติ ๆ ของ น.ส.นารีรัตน์ ลิกหลัก (ผู้บาดเจ็บจากเครนถล่ม) ได้นำด้ายสายสิญจน์เรียกขวัญมาผูกข้อมือให้กับหลานสาวเต็มข้อมือ ต่างพูดเรียกขวัญและอวยพรสิ่งดี ๆ ให้กับหลานสาว
คุณยายกิมริน บอกว่า น.ส.นารีรัตน์ ลิกหลัก (ผู้บาดเจ็บจากเครนถล่ม) มาถึงบ้านเมื่อช่วงค่ำ ซึ่งตนนั้นได้หลับแล้ว และทางบ้านไม่มีใครบอกตนเลยว่าหลานสาวประสบอุบัติเหตุเครนถล่ม เพราะกลัวว่าตนเองจะเกิดอาการช็อก สภาพหลานสาวที่กลับมานั้นมาเท้าเปล่า ข้าวของเครื่องใช้อยู่บนรถไฟขบวนนั้นทั้งหมด ตนรู้สึกสงสารหลานสาวมาก และลูกสาวตนซึ่งเป็นแม่ของน.ส.นารีรัตน์นั้นก็นอนอยู่ที่โรงพยาบาล หลานสาวก็มาเจ็บเกิดอุบัติเหตุอีก ตนนั้นรู้สึกตกใจและอยากให้ทุกคนปลอดภัย ได้แต่ภาวนาสวดมนต์ให้ลูกและหลานปลอดภัยจากภัยอันตราย การบาดเจ็บ และการป่วย พร้อมกับพากันเรียกขวัญหลานสาว ซึ่งหลังจากนี้จะพาหลานสาวไปทำบุญที่วัด รดน้ำมนต์อีกด้วย
น.ส.นารีรัตน์ เล่าว่า ตนได้ขึ้นรถด่วนพิเศษขบวนที่ 21 กรุงเทพ–อุบลราชธานี นั่งที่เก้าอี้เลขที่ 12 เดินทางมาบ้านที่ อ.ศีขรภูมิ เพื่อมาเยี่ยมแม่ที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ตนนั่งมาที่ตู้โบกี้ที่ 3 ซึ่งตนนั้นได้ยินเสียงดังโครม ตนก็รีบหมอบลง สังเกตเห็นผู้โดยสารโบกี้ที่ 2 ผ่ากลางออกมา ซึ่งตนรีบหมอบและหลับตาไม่กล้ามองอะไรเลย สักพักจึงได้คลานออกมา แต่ได้ยินเสียงคนตะโกนบอกว่ามีน้ำมันไหลออกมา ให้รีบออกมาไว ๆ ซึ่งตนได้กลิ่นน้ำมันและควันไฟอยู่ที่โบกี้ที่ 2 ซึ่งนาทีนั้นทุกคนต่างตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด ตนนั้นถูกเหยียบที่ขา และมองเห็นบานกระจกที่แตก ตนจึงรีบตะเกียกตะกายปีนออกมา ดูชุลมุนวุ่นวายมาก ต่างคนต่างเอาชีวิตรอด พอตนออกมาได้ก็มีเจ้าหน้าที่รีบนำตนส่งโรงพยาบาลสีคิ้ว จากนั้นตนก็ขอกลับบ้านตนรู้สึกว่าตนปลอดภัย
ซึ่งขณะนี้ตนรู้สึกปวดต้นคอ กระดูกที่ศีรษะ และบริเวณสะโพกด้านหลัง ซึ่งหมอบอกว่ามีอาการกระดูกคด และขาขวาปวดเพราะโดนคนเหยียบ ซึ่งเมื่อตนกลับมาก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยมแม่ เพราะยังรู้สึกเจ็บที่ขา ยังเดินลงน้ำหนักไม่ได้ ตนฝากบอกผู้รับเหมาว่าควรจะหยุดการก่อสร้างก่อนช่วงเวลารถไฟเคลื่อนขบวนผ่านมา และควรเช็กอุปกรณ์ พร้อมกับความปลอดภัยในการก่อสร้างให้รัดกุมมากกว่านี้อีกด้วย