ราคาน้ำมันพุ่ง 10% จากความขัดแย้งอิหร่าน นักวิเคราะห์ชี้อาจทะยานแตะ 100 ดอลลาร์
วันที่ 1 มี.ค. 2569 รอยเตอร์ส รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 10% แตะระดับราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายนอกตลาดวันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค. ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จนนำไปสู่สงครามรอบใหม่ในภูมิภาค
อเจย์ พาร์มาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพลังงานและการกลั่นของ ICIS ระบุว่า แม้ปฏิบัติการทางทหารจะเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันโดยตรง แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
แหล่งข่าวการค้าระบุว่า เจ้าของเรือบรรทุกน้ำมัน บริษัทพลังงานรายใหญ่ และบริษัทค้าพลังงานจำนวนมาก ได้ระงับการขนส่งน้ำมันดิบ เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากเตหะรานออกคำเตือนเรือให้หลีกเลี่ยงการเดินเรือในเส้นทางดังกล่าว โดยมากกว่า 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลกถูกลำเลียงผ่านช่องแคบนี้
พาร์มาร์คาดว่า เมื่อเปิดตลาดหลังสุดสัปดาห์ ราคาน้ำมันอาจขยับเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจสูงกว่านั้น หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ
ด้านผู้นำประเทศในตะวันออกกลางได้เตือนกรุงวอชิงตันว่า สงครามกับอิหร่านอาจผลักดันราคาน้ำมันให้ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์จาก RBC และ Barclays ต่างประเมินในทิศทางเดียวกันว่าราคามีโอกาสแตะระดับดังกล่าว
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ OPEC+ เห็นพ้องเพิ่มกำลังการผลิต 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คิดเป็นไม่ถึง 0.2% ของอุปสงค์น้ำมันโลก
ฮอร์เก เลออน นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงานของ Rystad Energy ระบุว่า แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่สามารถใช้เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่หากช่องแคบปิดจริง ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจหายไปถึง 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะมีการเบี่ยงเส้นทางผ่านท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก–ตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย และท่อส่งของอาบูดาบีแล้วก็ตาม
Rystad ประเมินว่า เมื่อเปิดการซื้อขาย ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นอีกราว 20 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ประมาณ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
วิกฤตอิหร่านครั้งนี้ยังทำให้รัฐบาลและโรงกลั่นในเอเชียต้องเร่งประเมินสต็อกน้ำมัน พร้อมมองหาเส้นทางขนส่งและแหล่งจัดหาทางเลือก เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจยืดเยื้อ
อ้างอิง : reuters.com