“แบงก์ชาติมาเลเซีย” คงดอกเบี้ย 2.75% เตือนสงครามตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ
"แบงก์ชาติมาเลเซีย" คงดอกเบี้ย 2.75% เตือนความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความผันผวนตลาดการเงินโลกอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ
วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75% ในการประชุมวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก
การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 24 คนในการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ไว้ โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางมาเลเซียปรับอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว คือการลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐ
BNM ระบุว่า ธนาคารกลางกำลังใช้ท่าทีระมัดระวังด้านนโยบายการเงิน เนื่องจากความเสี่ยงที่สงครามในอิหร่านอาจยืดเยื้อ ซึ่งอาจผลักดันราคาพลังงานและเพิ่มความผันผวนของค่าเงิน ส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น นอกจากนี้เศรษฐกิจมาเลเซียยังต้องเผชิญความท้าทายจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งยังคงสร้างแรงกดดันต่อประเทศที่พึ่งพาการค้าอย่างมาเลเซีย
โดยธนาคารกลางระบุในแถลงการณ์ว่าความเสี่ยงด้านลบเพิ่มสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง รวมถึงความผันผวนในตลาดการเงินโลก พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีเพิ่มเติมและระดับราคาสินทรัพย์ที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม BNM คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียจะยังอยู่ในระดับปานกลาง แม้ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกอาจมีความผันผวนมากขึ้นจากสถานการณ์ล่าสุด โดยธนาคารกลางระบุว่า แม้ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกอาจผันผวนมากขึ้น แต่ผลกระทบต่อเงินเฟ้อภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในระดับจำกัด
ในช่วงปีที่ผ่านมา มาเลเซียถือเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่งในเอเชีย โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง อัตราการว่างงานที่ต่ำ และการส่งออกกับภาคการผลิตที่เติบโตตามกระแสเทคโนโลยีโลก
BNM ระบุว่า เศรษฐกิจมาเลเซียกำลังเผชิญความท้าทายจากจุดแข็งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตภายในประเทศที่แข็งแกร่ง เงินเฟ้อในระดับปานกลาง ภาคการเงินที่มั่นคง และฐานะต่างประเทศที่ยืดหยุ่น โดยการคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างเด็ดขาดในอนาคต หากสถานการณ์เศรษฐกิจเลวร้ายลงอย่างมาก
อ้างอิง : www.bloomberg.com