“อิหร่าน” โจมตีเรือพาณิชย์ 6 ลำในอ่าวเปอร์เซีย-ฮอร์มุซ สงครามลามสู่เส้นทางการค้าโลก
"อิหร่าน" โจมตีเรือพาณิชย์ 6 ลำในอ่าวเปอร์เซีย-ฮอร์มุซ ส่งผลให้การเดินเรือและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น
วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 11.51 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า มีรายงานว่าเรือเร็วติดวัตถุระเบิดของอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกเชื้อเพลิง 2 ลำในน่านน้ำอิรักเมื่อวันพุธ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และมีลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย หลังจากก่อนหน้านั้นมีเรือพาณิชย์อีกหลายลำถูกยิงด้วยวัตถุคล้ายกระสุนในอ่าวเปอร์เซีย ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ท่าเรือ บริษัทด้านความปลอดภัยทางทะเล และบริษัทบริหารความเสี่ยง
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการยกระดับความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับกองกำลังสหรัฐและอิสราเอล โดยทำให้จำนวนเรือที่ถูกโจมตีในภูมิภาคนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 16 ลำ
การเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่มีปริมาณน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลกผ่านเส้นทางนี้ แทบจะหยุดชะงัก หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า หากการโจมตีอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาจะไม่ยอมให้น้ำมันแม้แต่ลิตรเดียวจากตะวันออกกลางถูกส่งไปยังสหรัฐ อิสราเอล หรือประเทศพันธมิตร ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่า หากอิหร่านพยายามขัดขวางการส่งออกน้ำมัน สหรัฐจะตอบโต้ด้วยการโจมตีที่รุนแรงยิ่งขึ้น
เรือบรรทุกน้ำมันสองลำที่ถูกโจมตีในน่านน้ำใกล้อิรัก ได้แก่ Safesea Vishnu ซึ่งจดทะเบียนในหมู่เกาะมาร์แชลล์ และ Zefyros ซึ่งจดทะเบียนในมอลตา โดยทั้งสองลำบรรทุกเชื้อเพลิงจากอิรัก เจ้าหน้าที่ท่าเรืออิรักระบุว่าเรือทั้งสองถูกโจมตีในพื้นที่ขนถ่ายสินค้าระหว่างเรือภายในน่านน้ำอิรัก
หลังเหตุการณ์โจมตี ท่าเรือน้ำมันของอิรักได้หยุดดำเนินการทั้งหมด ขณะที่ท่าเรือพาณิชย์ยังคงเปิดดำเนินการตามปกติ ตามรายงานของสำนักข่าวทางการอิรัก
หน่วยกู้ภัยของอิรักสามารถช่วยเหลือลูกเรือได้ 25 คน จากเรือทั้งสองลำ ขณะที่ไฟยังคงลุกไหม้บนเรือ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงค้นหาลูกเรือรายอื่นที่สูญหาย โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยท่าเรือเปิดเผยว่าได้พบศพลูกเรือต่างชาติหนึ่งรายในทะเล
ในวันเดียวกันเรือสินค้าอื่น ๆ ในภูมิภาคก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน โดยเรือสินค้าไทย “มยุรี นารี” (Mayuree Naree) ซึ่งชักธงไทย ถูกยิงด้วยกระสุนปริศนาในขณะเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดไฟไหม้และสร้างความเสียหายต่อห้องเครื่องยนต์ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง (Precious Shipping) ระบุว่า ลูกเรือสามคนสูญหายและเชื่อว่าอาจติดอยู่ในห้องเครื่อง ขณะที่ลูกเรืออีก 20 คนได้รับการอพยพอย่างปลอดภัยและถูกนำขึ้นฝั่งในโอมาน
นอกจากนี้เรือสินค้าอื่นอีกหลายลำก็ได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากวัตถุไม่ทราบที่มา รวมถึงเรือคอนเทนเนอร์ ONE Majesty ที่จดทะเบียนในญี่ปุ่น ซึ่งถูกยิงในขณะจอดทอดสมอในอ่าวเปอร์เซีย แต่ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย และเรือยังสามารถเดินเรือต่อได้
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านยังออกมาเตือนว่าเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจตกเป็นเป้าหมายโจมตี หากการโจมตีอิหร่านยังดำเนินต่อไป
ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมการเดินเรือได้ร้องขอให้กองทัพเรือสหรัฐจัดกำลังคุ้มกันเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ แต่แหล่งข่าวเปิดเผยว่าสหรัฐยังไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ในขณะนี้ เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยยังอยู่ในระดับสูง แม้ทรัมป์จะระบุว่าสหรัฐพร้อมจัดกำลังคุ้มกันเมื่อจำเป็นก็ตาม
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อ เส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าทางทะเลของโลก และเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานในระยะต่อไป
อ้างอิง : reuters.com