โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค้ำแล้ว 2.4 แสนต้น-188 ล้าน!ก.พาณิชย์-ธ.ก.ส.เดินหน้าหนุนเกษตรกรนำไม้ยืนต้นค้ำสินเชื่อต่อยอดคาร์บอนเครดิต

Manager Online

เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 05.59 น. • MGR Online

น่าน – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ ธ.ก.ส. เดินหน้าขับเคลื่อนแนวทาง “ต้นไม้เป็นเงินทุน” หนุนไม้ยืนต้นค้ำประกันสินเชื่อ ต่อยอดคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ยั่งยืน เผยจนถึงตอนนี้มีเกษตรกรนำไม้ยืนต้นขึ้นทะเบียนเป็นหลักประกันแล้ว 30 จังหวัด รวม 239,921 ต้น 320 สัญญา คิดเป็นวงเงินประกันมากกว่า 188 ล้านบาท

วันนี้(23 ก.พ.69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดอบรมให้ความรู้-ส่งเสริมไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ณ วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน

มุ่งสร้างความเข้าใจเรื่องการนำไม้ยืนต้นที่ปลูกในที่ดินของตนเองมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ และการต่อยอดรายได้ผ่านคาร์บอนเครดิต เปิดโอกาสใหม่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยไม่ต้องตัดโค่นต้นไม้ ซึ่ง ธ.ก.ส. ถือเป็นธนาคารแห่งแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ

รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ บูรณาการร่วมกับ ธ.ก.ส. และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่สร้างการรับรู้แล้วกว่า 13 จังหวัด และมีแผนขยายผลอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการนำไม้ยืนต้นขึ้นทะเบียนเป็นหลักประกันแล้วใน 30 จังหวัด รวม 239,921 ต้น จำนวน 320 สัญญา คิดเป็นวงเงินประกันมากกว่า 188 ล้านบาท สะท้อนแนวคิด “ต้นไม้ยังอยู่ แต่สร้างทุนหมุนเวียนได้”

ด้านนายสมพร บวรประภาพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพิธีการสินเชื่อ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส. มีความตั้งใจสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งทุนด้วยวิธีที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งไม้ยืนต้นไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่สามารถพัฒนาให้เป็นทรัพย์สินทางเศรษฐกิจได้ หากมีการประเมินมูลค่าอย่างถูกต้องและจดทะเบียนตามกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายที่ดินหรือโค่นต้นไม้เพื่อสร้างสภาพคล่อง แต่สามารถใช้ต้นไม้เป็นหลักประกันเพื่อเข้าถึงสินเชื่อ และนำเงินทุนไปต่อยอดอาชีพหรือพัฒนากิจการได้

นายสมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ธ.ก.ส. ได้จัดทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำแนะนำเรื่องการประเมินมูลค่าไม้ยืนต้น โดยต้นไม้ต้องมีอายุมากกว่า 1 ปี และวัดเส้นรอบวงลำต้นที่ระดับความสูง 130 เซนติเมตรจากพื้นดิน เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการคำนวณมูลค่าอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

“ในระยะยาว หากชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดี ไม้ยืนต้นยังสามารถต่อยอดสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตได้อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งจะเป็นรายได้เสริมที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ครัวเรือน และยังสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวที่ประเทศกำลังให้ความสำคัญ” นายสมพรกล่าว

สำหรับวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน ปัจจุบันมีสมาชิก 753 ราย ครอบคลุม 5 หมู่บ้าน ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจและสมุนไพร เช่น ใบหมี่ มะกรูด ขมิ้นชัน และอัญชัน แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิวกาย ภายใต้แบรนด์ “ชีวาร์ (Chewar)” สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างเข้มแข็ง

การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการให้ความรู้ด้านกฎหมายและการเงิน แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ให้ชุมชนเห็นคุณค่าของต้นไม้ในฐานะ “ทรัพย์สินทางธุรกิจ” ที่สามารถสร้างทุนหมุนเวียน และต่อยอดสู่รายได้จากตลาดคาร์บอนเครดิต อันจะช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ครัวเรือนและชุมชนจังหวัดน่านในระยะยาว.

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...