โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นผู้เป็นหญิงที่เป็นชายยิ่งกว่าชาย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 25 ก.พ. เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. เวลา 04.04 น.

นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นผู้เป็นหญิงที่เป็นชายยิ่งกว่าชาย

เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นเปิดประชุมสมัยพิเศษ และลงมติแต่งตั้ง นางซานาเอะ ทาคาอิจิ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ การแต่งตั้งเกิดขึ้นเพียง 10 วัน หลังการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 อันเป็นวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยพอดี โดยพรรค LDP คว้าที่นั่งในสภาล่างได้มากกว่าสองในสาม จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง

ทั้งนี้ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ วัย 64 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา และกลับมารับรองตำแหน่งอีกครั้งหลังชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งล่าสุดการเมืองญี่ปุ่นในห้วงยามที่โลกกำลังผันผวนนั้นดูจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวคนไทยอยู่ไม่น้อย แต่หากพินิจให้ดีจะพบว่าความเคลื่อนไหวในดินแดนอาทิตย์อุทัยมักมีนัยสำคัญแฝงอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคเสรีประชาธิปไตยหรือแอลดีพีซึ่งผูกขาดอำนาจบริหารประเทศมาอย่างยาวนานก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในการเลือกผู้นำคนใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปที่ดันมาประจวบเหมาะกับช่วงเวลาทางการเมืองของประเทศไทยอย่างน่าอัศจรรย์ใจประหนึ่งโชคชะตาขีดเขียนไว้ และชื่อของซานาเอะ ทาคาอิจิ ก็ได้ผุดขึ้นมาในฐานะสตรีผู้ที่อาจจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งหากพิจารณาจากภาพลักษณ์ภายนอกเราอาจจะคาดหวังถึงความอ่อนโยนหรือการเปลี่ยนแปลงในเชิงสิทธิสตรีตามขนบนิยม แต่เอาเข้าจริงแล้วทาคาอิจิกลับเป็นตัวแทนของอุดมการณ์อนุรักษนิยมขวาจัดที่เข้มข้นยิ่งกว่าบุรุษเพศหลายคนในพรรคเสียอีก จนอาจกล่าวได้ว่าเธอคือเหล็กกล้าในคราบผ้าไหม ที่ยึดมั่นในนโยบายที่เน้นความแข็งกร้าวและเชิดชูความเป็นชาตินิยมอย่างสุดตัว

ซานาเอะ ทาคาอิจิ มิได้โผล่ขึ้นมาจากสุญญากาศ เธอเป็นผลผลิตโดยตรงของระบบการเมืองแบบ LDP ที่มีความเป็นอนุรักษนิยมสูง มีรากฐานอยู่บนชาตินิยมแบบญี่ปุ่นหลังสงคราม และมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกลุ่มข้าราชการ กระทรวงการคลัง และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เธอเกิดเมื่อ พ.ศ.2504 ที่จังหวัดนารา ทาคาอิจิเติบโตมาในยุคที่ญี่ปุ่นกำลังทะยานขึ้นเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก เธอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยโกเบ สาขาการจัดการ และก่อนเข้าสู่การเมือง เธอเคยทำงานในวงการสื่อสารมวลชน ทาคาอิจิเป็นสายเหยี่ยวด้านความมั่นคงอย่างเปิดเผย เธอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญสันติภาพญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มาตรานี้ห้ามญี่ปุ่นมีศักยภาพทางทหารเชิงรุก แต่สำหรับทาคาอิจิ นี่คือพันธนาการทางยุทธศาสตร์ที่ญี่ปุ่นต้องปลดออกหากต้องการยืนหยัดในโลกที่กำลังแข็งกร้าวขึ้นทุกวัน

ในจุดนี้เองที่นักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มพูดว่า ทาคาอิจิมีแนวคิด ชายเป็นใหญ่ทางยุทธศาสตร์ (strategic masculinity) อย่างชัดเจน กล่าวคือ เธอมองโลกผ่านกรอบความมั่นคง การแข่งขันอำนาจ และการฟื้นศักดิ์ศรีชาติ ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นวาทกรรมที่ถูกผูกโยงกับผู้นำชายในเอเชียตะวันออก ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเสริมสร้างศักยภาพกองกำลังป้องกันตนเอง และการกระชับพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อต้านดุลจีน

ความน่าสนใจของซานาเอะ ทาคาอิจิ ไม่ได้อยู่ที่เพศสภาพของเธอ แต่อยู่ที่การวางตัวเป็นทายาททางอุดมการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นผู้ที่ผลักดันแนวคิด “อาเบะโนมิกส์” และการตีความรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่น ทาคาอิจิไม่ได้เดินตามรอยเท้าของอาเบะเพียงอย่างเดียว แต่เธอยังพยายามก้าวข้ามไปสู่จุดที่ขวายิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงและการป้องกันประเทศที่เธอมักจะนำเสนอด้วยท่าทีที่เด็ดขาดและดุดัน นโยบายของเธอมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างก้าวกระโดดและการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจอย่างจีนอย่างไม่ลดราวาศอก ซึ่งเป็นทัศนคติที่สอดรับกับกลุ่มอนุรักษนิยมดั้งเดิมในพรรคแอลดีพีที่โหยหาความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นในอดีต การที่เธอเสนอตัวขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังวุ่นวายกับการจัดระเบียบอำนาจใหม่หลังการเลือกตั้ง ทำให้เราเห็นภาพสะท้อนของความพยายามรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมผ่านตัวละครใหม่ที่มีสีสันต่างไปจากเดิม

หากจะวิเคราะห์นโยบายของทาคาอิจิในเชิงลึกจะพบว่ามีความย้อนแย้งที่น่าสนใจยิ่งนัก แม้เธอจะเป็นผู้หญิงที่ก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดในสังคมที่ชายเป็นใหญ่และเต็มไปด้วยกรอบประเพณีที่เข้มงวดอย่างญี่ปุ่น แต่เธอกลับไม่ได้ชูนโยบายความเท่าเทียมทางเพศเป็นลำดับต้นๆ ในทางตรงกันข้าม เธอกลับคัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้คู่สมรสสามารถแยกใช้นามสกุลเดิมของตนเองได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มสตรีในญี่ปุ่นเรียกร้องมาอย่างยาวนาน ท่าทีเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเธอเลือกที่จะรักษาคุณค่าครอบครัวแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นรากฐานของอุดมการณ์ขวาจัดมากกว่าจะโอบรับกระแสสิทธิมนุษยชนสมัยใหม่ ความเป็นผู้ชายในเชิงนโยบายของเธอนั้นแสดงออกผ่านการให้ความสำคัญกับอำนาจรัฐ การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และการสร้างความเข้มแข็งทางทหารที่เหนือกว่านโยบายสวัสดิการหรือการปฏิรูปโครงสร้างสังคมเพื่อสตรี ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในหมู่นักการเมืองหญิงระดับโลกคนอื่นๆ

ความแข็งแกร่งของทาคาอิจิยังสะท้อนผ่านการเข้าเยี่ยมคำนับศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเกาหลีใต้อยู่เสมอ การกระทำเช่นนี้เป็นการประกาศจุดยืนชาตินิยมที่ชัดเจนและไม่เกรงใจใคร ซึ่งเป็นบุคลิกที่มักจะถูกผูกโยงกับผู้นำชายผู้มีบารมีในอดีต การที่เธอเลือกเดินเส้นทางนี้ทำให้เธอได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากกลุ่มเน็ตโตะ อูโย หรือกลุ่มขวาจัดบนโลกออนไลน์ของญี่ปุ่น ซึ่งมองว่าเธอคือความหวังที่จะทำให้ญี่ปุ่นกลับมามีศักดิ์ศรีในเวทีโลกอีกครั้ง นโยบายต่างประเทศของเธอที่เน้นการสร้างพันธมิตรเพื่อปิดล้อมจีนและการสนับสนุนไต้หวันอย่างออกนอกหน้า ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความแมน ในเชิงรัฐศาสตร์ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของเพศสภาพไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อมองย้อนกลับมาที่การเลือกตั้งทั่วไปในไทย เราจะพบว่าประเด็นเรื่องตัวตนของผู้นำและความชัดเจนของนโยบายเป็นสิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโหยหาเช่นกัน แม้บริบททางสังคมจะต่างกัน แต่ความต้องการผู้นำที่พึ่งพาได้ และมีความเด็ดขาดนั้นดูจะเป็นจุดร่วมที่น่าสนใจ ทาคาอิจิใช้จุดนี้ในการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งชายในพรรคคนอื่นๆ โดยการนำเสนอภาพลักษณ์ที่คงเส้นคงวาและไม่โอนอ่อนตามกระแสกดดันจากภายนอก นโยบายของเธอที่มุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างจิตสำนึกรักชาติและการปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ ล้วนแต่เป็นเครื่องยืนยันว่าเธอต้องการสร้างญี่ปุ่นที่พึ่งพาตนเองได้ในทุกมิติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่แฝงไปด้วยความเชื่อเรื่องอำนาจนิยมในระดับลึก

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของซานาเอะ ทาคาอิจิ ไม่ได้อยู่ที่การเอาชนะใจคนในพรรคแอลดีพีหรือกลุ่มขวาจัดเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าเธอจะสามารถนำพาญี่ปุ่นข้ามผ่านวิกฤตเศรษฐกิจที่เรื้อรังและสังคมสูงวัยที่กำลังกัดเซาะรากฐานของประเทศได้อย่างไร นโยบายที่เน้นความแข็งกร้าวทางทหารและการเชิดชูความเป็นชาตินิยมอาจจะช่วยสร้างคะแนนนิยมในระยะสั้น แต่ในระยะยาวญี่ปุ่นต้องการการปฏิรูปโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่านั้น การที่เธอเลือกที่จะเน้นความเป็นชายในเชิงนโยบายอาจจะเป็นเพียงเกราะคุ้มกันในการฝ่าฟันการเมืองในพรรคที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่เมื่อต้องสวมหมวกนายกรัฐมนตรีจริงๆ เธออาจจะต้องพบว่าการบริหารประเทศในโลกยุคใหม่ต้องการความยืดหยุ่นและความละเอียดอ่อนมากกว่าเพียงแค่ความเด็ดขาดตามตำราเดิมๆ

สุดท้ายแล้ว เรื่องราวของซานาเอะ ทาคาอิจิ กับการเลือกตั้งที่ประจวบเหมาะกับไทยนี้ ได้ให้บทเรียนแก่เราว่า ผู้นำหญิงไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับนโยบายที่อ่อนโยนเสมอไป และความเป็นชายในทางการเมืองนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เพศสภาพ แต่มันคือชุดของอุดมการณ์และการเลือกใช้เครื่องมือเชิงอำนาจเพื่อธำรงไว้ซึ่งระเบียบทางสังคมที่ตนเองเชื่อมั่น การที่ญี่ปุ่นและไทยต้องก้าวเดินไปบนเส้นทางการเลือกตั้งในช่วงเวลาเดียวกัน จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้สังเกตการณ์ว่า พลังของอนุรักษนิยมขวาจัดที่แฝงมาในรูปโฉมใหม่นี้จะสามารถปรับตัวและดำรงอยู่ได้ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 ได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแค่การฉายซ้ำของภาพยนตร์มหากาพย์เรื่องเดิมที่เปลี่ยนเพียงแค่ นักแสดงนำเท่านั้น ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปด้วยใจระทึก

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นผู้เป็นหญิงที่เป็นชายยิ่งกว่าชาย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...