โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชวนสถานพยาบาลใน กทม. ร่วม 30 บาทรักษาทุกที่ ตั้งเป้า 3 พันแห่งในปี 2567

The Bangkok Insight

อัพเดต 02 มิ.ย. 2567 เวลา 07.02 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2567 เวลา 07.02 น. • The Bangkok Insight

ผนึกพลัง 7 วิชาชีพ ชวนสถานพยาบาล คลินิก ร้านขายยาใน กทม. ร่วม 30 บาทรักษาทุกที่ ตั้งเป้า 3 พันแห่งภายในปี 2567

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 13 กรุงเทพมหานคร (สปสช. เขต 13 กทม.) จัดการประชุมเชิญชวนเข้าร่วมสถานพยาบาล คลินิกเอกชน และร้านยา สมัครขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านนวัตกรรมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา

โดยมีตัวแทนสถานพยาบาล คลินิกเอกชน และร้านยาจาก 7 วิชาชีพ เข้าร่วมประชุมแบบ on-site ประมาณ 300 คน และแบบ online อีกประมาณ 300 คน

30 บาทรักษาทุกที่

ชวนสถานพยาบาล คลินิก ร้านขายยา ร่วม 30 บาทรักษาทุกที่

ทพญ.น้ำเพชร ตั้งยิ่งยง ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 13 กทม. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการเชิญสถานพยาบาลในเขตพื้นที่ กทม. ทั้ง 7 วิชาชีพ มาเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท

ปัจจุบันสถานพยาบาลใน กทม. ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ประมาณ 1 หมื่นแห่ง ในจำนวนนี้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับ สปสช. ประมาณ 1,000 แห่ง หรือ 10% สปสช. ตั้งเป้าจะเพิ่มให้ได้3,000 แห่ง ภายในสิ้นนี้

โดยที่ผ่านมาได้จัดประชุมออนไลน์ไปแล้ว 3 รอบ และครั้งนี้เป็นการจัดประชุมแบบ on-site และมีแผนการจัดประชุมเชิญชวนหมุนเวียนตามโซนต่างๆ ในกทม.

“เท่าที่รับฟังมา สิ่งที่ทำให้สถานพยาบาลเอกชนยังไม่เข้าร่วม เช่น ไม่รู้จักระบบการทำงานของบัตรทอง จึงรู้สึกกังวลว่าจะต้องทำอย่างไร ขึ้นทะเบียนอย่างไร ต้องเรียนรู้ระบบเบิกจ่าย แต่เราอยากชวนให้มาขึ้นทะเบียนกับ สปสช. มากๆ เมื่อเป็นหน่วยบริการในระบบแล้ว สปสช. จะเป็นผู้จ่ายค่าบริการให้ รวมทั้งปักหมุดให้ประชาชนในพื้นที่ในรับทราบว่าคลินิกของท่านอยู่ที่ไหน ทำให้มีผู้ไปรับบริการเพิ่มมากขึ้น" ทพญ.น้ำเพชร กล่าว

ลดความแออัดในโรงพยาบาล

ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภา กล่าวว่า กระแสตอบรับของคลินิกเวชกรรมใน กทม. ยังมีไม่มาก เพราะการขึ้นทะเบียนที่ยุ่งยาก แต่ก็อยากเชิญชวนให้มาร่วมในระบบบัตรทอง เพราะสถานการณ์ของโรงพยาบาลต่างๆ ยังมีความแออัด หากได้คลินิกเวชกรรมมาช่วยดูแลประชาชนในโรคง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ก็จะเพิ่มความสะดวกแก่ประชาชนและลดความแออัดในโรงพยาบาลได้

ปัจจุบันมีคลินิกเวชกรรมขึ้นทะเบียนกับ สปสช. แล้ว 157 แห่ง ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนอีก 343 แห่ง เป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างยาก เพราะแม้หลักการจะดี แต่ก็ต้องบริหารจัดการระบบหลังบ้านให้สะดวกกับคลินิกเวชกรรมด้วย รวมทั้งอัตราค่าตอบแทนที่ไม่สูงนัก เมื่อหักภาษีแล้วอาจไม่คุ้มทุน

"แพทยสภาพยายามเผยแพร่ข้อมูลและชวนให้คลินิกเวชกรรมเข้ามาลองดู เพราะจะเป็นประโยชน์กับประชาชน ทำให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวก ส่วนคลินิกอาจได้ประโยชน์เป็นตัวเงินไม่มาก แต่จะได้ความสนุกในการทำงาน ได้เจอคนไข้ที่หลากหลาย และช่วยแบ่งเบาภาระลดความแออัดในโรงพยาบาล" ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าว

30 บาทรักษาทุกที่

เร่งการจ่ายเงินภายใน 3 วัน

ด้าน ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช อุปนายกสภาเภสัชกรรม คนที่ 2 กล่าวว่า ร้านยาใน กทม. มี 3,200 แห่ง เข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ แล้ว 810 แห่ง แต่เป้าหมายปีนี้อยากเพิ่มเป็น 2,000 แห่ง สภาเภสัชกรรมจะประชาสัมพันธ์ให้ร้านยาเข้าใจว่า ร้านยาทุกร้านสามารถขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับ สปสช. ได้

โดยร้านยาทั่วไปที่ผ่านมาตรฐาน GPP ของกระทรวงสาธารณสุข สามารถให้บริการเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคและโครงการรับยาใกล้บ้านได้ ส่วนร้านยาที่ได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมว่าเป็นร้านยาคุณภาพ ก็สามารถเข้าร่วมให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการ เพิ่มเติมได้อีกด้วย

ประโยชน์ที่ร้านยาจะได้รับคือจะได้ลูกค้าเข้ามารับบริการมากขึ้น และเสริมสร้างบทบาทของเภสัชกรให้ประชาชนได้รับรู้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ร้านยาบางส่วนอาจจะยังไม่พร้อมเข้าร่วมโครงการในตอนนี้ เพราะบางส่วนเคยมีภาพจำเรื่องการจ่ายเงินช้า แต่ปัจจุบันมีความชัดเจนแล้วว่า สปสช. สามารถเร่งการจ่ายเงินภายใน 3 วัน

ส่วนประเด็นเรื่องภาษี สภาเภสัชกรรมอยู่ระหว่างการสอบถามกรมสรรพากรถึงความเป็นไปได้ ไม่นำรายได้จากการเข้าร่วมโครงการของ สปสช. มาคำนวนรวมในฐานภาษี เพราะปกติอัตราการจ่ายของ สปสช. ก็ไม่ได้ทำให้มีกำไร หากสามารถยกเว้นในส่วนนี้ได้ จะกระตุ้นให้ร้านยาเข้ามาร่วมให้บริการในระบบบัตรทองมากขึ้น

ช่วยขยายฐานคนไข้

ทพ.ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล อุปนายกทันตแพทยสภา คนที่ 1 กล่าวว่า กระแสตอบรับของคลินิกทันตกรรมใน กทม. ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะปัจจุบันมีคลินิกทันตกรรมขึ้นทะเบียนกับ สปสช. แล้ว 55 แห่ง และ สปสช. ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 200 แห่ง แต่จากจำนวนคลินิกทันตกรรมที่เข้าร่วมประชุมวันนี้มีประมาณ 110 แห่งแล้ว เมื่อคลินิกกลุ่มนี้เริ่มให้บริการตามโครงการนี้แล้วก็จะเกิดกระแสบอกต่อ และยิ่งสามารถเบิกค่าบริการได้ภายใน 3 วัน ก็ยิ่งทำให้คลินิกทันตกรรมอื่นๆ สนใจเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คลินิกทันตกรรมยังกังวลเล็กน้อยว่าโครงการนี้จะอยู่นานไหม ระยะยาวจะเป็นอย่างไร รวมทั้งยังมีข้อติดขัดในการขึ้นทะเบียนที่มีความยุ่งยากพอสมควร

“ส่วนอัตราการจ่ายค่าบริการนั้น จริงๆ ก็ไม่ได้กำไร อาจขาดทุนด้วยซ้ำ ซึ่งคลินิกทันตกรรมที่ร่วมโครงการเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนมากกว่า ต้องนับถือสปิริตของทันตแพทย์ที่เข้าร่วมโครงการนี้” ทพ.ดร.ธงชัย กล่าว

ขณะที่ ทนพ.สมชัย เจิดเสริมอนันต์ นายกสภาเทคนิคการแพทย์ กล่าวว่า คลินิกเทคนิคการแพทย์ เข้าร่วมโครงการกับ สปสช. ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาภายใต้ชื่อ Lab Anywhere แต่ตอนนี้ปรับมาเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ฯ โดยในครั้งนี้มีคลินิกเทคนิคการแพทย์เข้าร่วมประชุมประมาณ 20 แห่ง ถือเป็นโอกาสสร้างความเข้าใจโครงการ และได้เห็นตัวอย่างจากพื้นที่นำร่องทั้งเฟส 1 และ 2 ว่าเป็นอย่างไร

“ใน กทม. ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนคลินิกเทคนิคการแพทย์อีก 21 แห่ง คิดว่าทำได้ไม่ยาก เราเน้นทำความเข้าใจและชี้ให้เห็นประโยชน์ในการขยายฐานคนไข้ แม้ค่าตอบแทนอาจไม่เยอะ แต่จะทำให้คลินิกเทคนิคการแพทย์มีส่วนร่วมในระบบ และเมื่อคลินิกเทคนิคการแพทย์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็สร้างโอกาสให้ผู้รับบริการกลุ่มอื่นนอกจากสิทธิบัตรทองจะมารับบริการเพิ่มขึ้นด้วย” ทนพ.สมชัย กล่าว

30 บาทรักษาทุกที่

พิจารณาจุดคุ้มทุน

นางลัดดาวัลย์ ไวยสุระสิงห์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวว่า ปัจจุบันมีคลินิกพยาบาลใน กทม. ที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. 13 แห่ง และตั้งเป้าเพิ่มอีก 17 แห่ง ซึ่งหากถามว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ คิดว่าคงต้องให้เวลาคลินิกพยาบาลไปศึกษาขอบเขตการบริการอีกระยะ และอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมโครงการคืออัตราจ่ายค่าบริการ ซึ่งขณะนี้อัตราที่ สปสช. จ่ายยังไม่จูงใจ ดังนั้น สปสช. อาจต้องพิจารณาในจุดนี้เพิ่มเติม

สำหรับคลินิกพยาบาลใน กทม. ไม่เหมือนต่างจังหวัด ต่างจังหวัดส่วนมากคลินิกพยาบาลจะอยู่ในตำบล และใช้บ้านของตัวเองทำเป็นคลินิก ต้นทุนไม่สูงมาก แต่ใน กทม. มีต้นทุนค่าเช่าที่สูง อีกทั้งคลินิกเวชกรรมก็มีค่อนข้างเยอะ ซึ่งผู้ป่วยมักไปรับบริการที่คลินิกเวชกรรมซึ่งให้บริการได้หลากหลายกว่า ดังนั้นจึงอยากให้ สปสช. พิจารณาทบทวนอัตราจ่ายที่ทำให้ทางคลินิกพยาบาลอยู่ได้

น.ส.จิตรณิญาณ์ ฐิติปัญญรัตน์ ผู้แทนสภาการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการรับบริการแพทย์แผนไทยในหน่วยบริการภาครัฐค่อนข้างสูง และการมีโครงการนี้ก็เป็นการเปิดโอกาสให้คลินิกแพทย์แผนไทยเข้ามามีส่วนร่วม แต่ในส่วนของการประชาสัมพันธ์ให้คลินิกแพทย์แผนไทยได้รับทราบข้อมูลอาจจะต้องทำเพิ่ม ซึ่งสภาการแพทย์แผนไทยจะทำหนังสือเชิญชวนไปยังคลินิกแพทย์แผนไทย 300 แห่งใน กทม. เพื่อชี้แจงรายละเอียดการสมัคร ขั้นตอนการเบิกจ่าย บริการที่เบิกค่าใช้จ่ายได้และอัตราการจ่ายว่าเป็นอย่างไร

"จริงๆ แพทย์แผนไทยทำได้ทั้งการตรวจ รักษา จ่ายยาสมุนไพร รวมทั้งหัตถการนวด อบ ประคบ แต่ปัจจุบัน สปสช. ยังให้เบิกได้แค่บริการนวด อบ ประคบ แต่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายค่ายาสมุนไพรได้ ซึ่งก็ต้องคุยให้ทางคลินิกที่เข้าร่วมเข้าใจ แต่อีกมุมหนึ่ง การเข้าร่วมให้บริการกับ สปสช. จะทำให้มีประชาขน walk-in เข้ามารับบริการมากขึ้น" น.ส.จิตรณิญาณ์ กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...