โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจจะแย่จะดียังไง น้ำยาปรับผ้านุ่มขายดีปีละ 7-8% ไทยยืนหนึ่งของโลกใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มมากที่สุด

BTimes

อัพเดต 14 ก.ค. 2567 เวลา 14.40 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2567 เวลา 08.30 น. • BTimes.Biz

ธัญภัค ทองถาวรกุล ผู้อำนวยฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มซักผ้า ปรับผ้านุ่มและปรับอากาศ ดาวน์นี่ (ประเทศไทย) เปิดเผยผลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยในการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม พบว่า คนไทยมีการใช้ปริมา หรือเทน้ำยาปรับผ้านุ่มต่อครั้งจะเทเยอะมาก มีปริมาณการเทสูงที่สุดในโลก เทแบบหนักมือ มีการใช้มากกว่าค่ามาตรฐาน ผู้บริโภคนคนไทยบางคนไม่ได้วัดปริมาณ แต่เทตามใจฉัน เทตามความรู้สึกว่าจะทำให้ผ้านุ่ม และมีกลิ่นหอมขึ้น ขณะที่ในต่างประเทศก็มีบางประเทศที่มีพฤติกรรมคล้ายคนไทย และบางประเทศที่เทตามปริมาตรการใช้งานจริงๆ

คนไทยยังนิยมใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรธรรมดา เนื่องจากต้องการกลิ่นอ่อนโยน หรืออยากใช้สูตรอ่อนโยนสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ขณะที่บางส่วนไม่ชอบปรับผ้านุ่มที่กลิ่นแรง เนื่องจากความกลัวไปกลบกลิ่นน้ำหอมที่ฉีด ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความต้องการปรับผ้านุ่มที่มีกลิ่นหอมละมุน แต่อยู่ได้นานทั้งวัน ดังนั้น ผู้บริโภคชาวไทย 90% เลือกซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่มจากกลิ่นที่ชื่นชอบ และใช้กลิ่นเดิม

นอกเหนือจากพฤติกรรมของคนไทยในเบื้องต้นดังกล่าว ยังพบว่าประเทศไทยมีการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มสูงที่สุดในโลก เนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้สินค้าที่มีกลิ่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับสินค้าในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า น้ำหอม สเปรย์ปรับอากาศ ฯลฯ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคอยากที่จะใช้สินค้าที่ให้กลิ่นหอมในการซักผ้าด้วย ตลาดน้ำยาปรับผ้านุ่มตลาดยังโตได้อีก ตลาดคึกคักมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และตลาดยังคงเติบโตทุกปี แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี หรือมี COVID-19 ก็ยังโต 7-8% พฤติกรรมการใช้งานที่เรียกว่า “หนักมือ” หรือมีการเทน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เกินปริมาตรการใช้งานจากที่บริษัทผู้ผลิตคำนวณไว้ให้

ที่สำคัญ ปริมาณการเทน้ำยาปรับผ้านุ่มต่อครั้งของคนไทยจะเทเยอะมาก สูงที่สุดในโลก เทแบบหนักมือ ใช้มากกว่าค่ามาตรฐาน บางคนไม่ได้วัด แต่เทตามใจฉัน และเทตามความรู้สึกว่าจะทำให้ผ้านุ่มและกลิ่นหอมขึ้น ซึ่งในต่างประเทศก็มีบางประเทศที่ทำเหมือนไทย และบางประเทศที่เทตามปริมาตรการใช้งานจริงๆ

ทั้งนี้ สินค้าน้ำยาปรับผ้านุ่มได้กลายเป็นสินค้าที่คนไทยมีไว้มากที่สุด พบว่ามีสัดส่วนมากถึง 91% ของครัวเรือนไทยที่มีผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่ม ส่งผลเป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในครัวเรือนสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ในปี 2023 ผ่านมา ตลาดน้ำยาปรับผ้านุ่มมีมูลค่าถึง 14,398 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยประมาณ 7% โดยมีดาวน์นี่เป็นเจ้าตลาดมีส่วนแบ่งประมาณ 37% นอกจากนี้ สัดส่วนของน้ำยาปรับผ้านุ่ม ประกอบด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นประมาณ 76% และน้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรธรรมดาประมาณ 24%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...