โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

'รมช.กลาโหม' เฝ้าระวัง กำลังระลอก 2 สงวนมาตรการเปิด-ปิดด่าน ดูท่าทีกัมพูชา

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 01.16 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 07.03 น.

10 มิ.ย.2568 ที่ ทำเนียบรัฐบาล พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม แถลงข่าวภายหลังการประชุมครม. ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตนขอตัดตอนไปในเหตุการณ์วันที่ 5 มิถุนายน นายกฯได้มอบหมายให้นายภูมิธรรม เวชชัยชัย รองนายกฯรมว.กลาโหม ไปพบปะกับรมว.กลาโหมกัมพูชา เราได้ชี้ให้ทางฝ่ายกัมพูชาได้เห็นถึงสองประเด็น การมีกำลังประเชิญหน้าอยู่ที่ช่องบกเสี่ยงเกิดการประทะตลอดเวลา และกรณีที่กัมพูชาเตรียมจะยกเรื่องอธิปไตยไปสู่ศาลโลก ก็ว่าไปตามขั้นตอน แต่ไทยอยากให้เข้าสู่กระบวนการทวิภาคี

โดยฝ่ายไทยขอให้มีการปรับกำลังไปอยู่ในจุดเดิมเมื่อปี 2567 ต่อมาวันที่ 6 มิ.ย.ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)เพื่อให้ทุกส่วนได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ ในวันนั้นทางกองทัพและสมช.เสนอให้มีการเปิดปิดด่านบางจุด โดยสมช.มองว่าการเพิ่มมาตรการมีความสำคัญ เนื่องจากทหารกัมพูชาเคลื่อนกำลังมาบริเวณตามแนวชายแดนมีความสุ่มเสี่ยง เกิดเหตุไม่พึงประสงค์ส่งผลกระทบความปลอดภัยของประชาชน

แต่ก็คำนึงถึงประชาชนประกอบอาชีพ จึงยังไม่ใช้มาตรการเปิดปิดจุดผ่านแดน ซึ่งทาง สมช.ได้กำหนด ขั้นตอนการปฎิบัติขประกอบด้วย

1.จำกัดการเข้าออกบุคคล ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวนักพนันผ่านแดน

2.จำกัดเวลา เช่นที่ปอยเปต ปรับเวลาลดลง 08.00 ถึง 16.00 จากเดิม 06.00 ถึง 24.00

3.หากมีความจำเป็นปิดจุดผ่านแดนบางจุด

4.คือปิดชายแดนตลอดแนว ตั้งแต่อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สระแก้ว ตราด หากมีความจำเป็นขั้นสูงสุด

อย่างไรก็ตามในที่ประชุมสมช.ให้ความเห็นชอบทั้ง4ขั้นตอน แต่ได้ให้ความเห็นไปว่า กระทรวงกลาโหมและกองทัพ ให้หารือกับรัฐบาลก่อนเพื่อที่รัฐบาลจะได้ให้หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องเช่นกระทรวงต่างประเทศ ให้รอสัญญาณจากรัฐบาล

แต่ภายหลังกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ระบุจะไม่ถอนกำลังออกจากจุดปะทะ โดยทางรัฐบาลไทยมองว่าไม่มีความคืบหน้า นายกฯได้สั่งการให้ยกระดับ กองทัพจึงประกาศมาตรการเปิดปิดด่านในขั้นที่หนึ่งและขั้นที่สอง

ส่วนกรณีที่จังหวัดจันทบุรีที่มีการนำเสนอข่าวว่ามีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ขอเรียนว่าอำเภอที่อยู่ติดชายแดนมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกอยู่แล้ว ด้วยอำนาจของกองทัพสามารถดำเนินการได้ทันที เพียงแต่ สมช.เห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่สมควรที่จะใช้อำนาจกฎอัยการศึก จึงเป็นการใช้มติของ สมช. ให้ใช้กฎหมายปกติในส่วนที่เกี่ยวข้อง

พลเอกณัฐพล ยังยืนยันว่า ปัจจุบันเรายังไม่ปิดจุดผ่านแดน ยกเว้นช่องทางธรรมชาติที่ปิดหมดแล้วเนื่องจากก่อนหน้านี้มีเรื่องการปราบปรามยาเสพติดและแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ภายหลังดำเนินการมาตรการไป1 วัน ทางรัฐบาลได้รับการติดต่อจากฝ่ายกัมพูชาผ่านทาง ผบ.ทบ. ตอบรับข้อเสนอของไทยเรื่องการปรับกำลังไปอยู่ในจุดเดิมปี 2567

"กัมพูชาขอให้ดำเนินการเงียบๆ และประการที่สอง ทางกัมพูชาเสนออยากให้รัฐบาลทั้งสองฝ่าย เชิญชวนคนในประเทศไม่สร้างความเกลียดชังของคนทั้งสองประเทศ ด้วยการลดการให้ข้อมูลข้อเสนอต่างๆ โดยนายกฯได้แจ้งว่าให้สามารถดำเนินการได้ แต่การดำเนินการเงียบๆคงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด แต่จะพยายามอย่างเต็มที่รวมถึง การเชิญชวนประชาชนไม่แสดงความคิดเห็นที่นำไปสู่ความเกลียดชัง " พลเอก ณัฏฐพลกล่าวและว่า

จึงเป็นที่มาของการปรับกำลังและกลับไปอยู่ในจุดเดิมเมื่อปี 2567 ซึ่งยอมรับว่าเป็นแนวทางที่ดี ยืนยันว่าสถานการณ์ตลอดแนวชายแดนไทยกัมพูชายังไม่เปลี่ยนแปลง แม้กำลังเผชิญหน้าได้ปรับกำลังออกไปแล้ว แต่กำลังส่วนอื่นทั้งสองฝ่าย ยังอยู่ที่เดิมทั้งหมดนี่คือสิ่งอยากจะแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบ

ยืนยันว่ามาตรการเปิดปิดด่านยังคงอยู่ เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด มาตรการดังกล่าวไม่ได้ใช้บังคับถึงวันที่ 14 มิ.ย. แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ อาจจะเร็วหรือช้ากว่านั้น สมช.จะประเมินอีกครั้ง โดยจะดูท่าทีจากฝ่ายกัมพูชา สำหรับฝ่ายไทยเน้นแนวทางสันติวิธีการพูดคุยอยู่แล้ว แต่ต้องประเมินท่าทีของฝ่ายกัมพูชาว่าพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ หากดีขึ้นก็จะมาพิจารณามาตรการเปิดปิดด่าน ทั้งนี้รัฐบาลมองในแง่ผลกระทบต่อประชาชน ในเรื่องการดูแลความปลอดภัยไม่ใช่มาตรการกดดัน แม้กำลังเผชิญหน้าจะปรับออกไปแล้วแต่ยังมีกำลังระลอก2 สถานการณ์อย่างละเอียดอ่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...