โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เวิลด์แบงก์ คาด “เศรษฐกิจเมียนมา” หดตัว 2.5% ปี 69 หลังแผ่นดินไหวใหญ่ซ้ำเติมวิกฤต

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 11.19 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 04.19 น.

เวิลด์แบงก์ คาด "เศรษฐกิจเมียนมา" หดตัว 2.5% ปี 69 หลังแผ่นดินไหวใหญ่ซ้ำเติมวิกฤต สร้างความเสียหายกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 14% ของ GDP

วันที่ 12 มิถุนายน 2568 เวลา 10.36 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ธนาคารโลก (World Bank) รายงานว่า เศรษฐกิจของเมียนมาที่กำลังเผชิญปัญหารุนแรงอยู่แล้ว คาดว่าจะหดตัว 2.5% ในปีงบประมาณ 2568/69 โดยมีสาเหตุหลักมาจากแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูด ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

รายงานระบุว่าความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานโดยตรงจากแผ่นดินไหว ประเมินไว้ที่ประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเมียนมา โดยผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศจะหายไปประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากสถานการณ์นี้

เวิลด์แบงก์ระบุว่าแผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 17 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ 9 ล้านคนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันทางการทหารของเมียนมาระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,700 คน

Melinda Good ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมาของเวิลด์แบงก์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและการพลัดถิ่นอย่างหนัก อีกทั้งยังซ้ำเติมสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วของเมียนมา ทำให้ประชาชนต้องเผชิญความเปราะบางมากขึ้น …ความพยายามในการฟื้นฟูจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบางที่สุด”

ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม เวิลด์แบงก์เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะหดตัว 1% ในปีงบประมาณ 2567/68 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อเดือนมีนาคม เนื่องจากอุทกภัยรุนแรงในประเทศ

นอกจากนี้เมียนมายังคงเผชิญความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การรัฐประหารโดยกองทัพเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งได้จุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมือง พยายามไกล่เกลี่ยจากประชาคมโลกยังไม่คืบหน้า ขณะที่กลุ่มกบฏกล่าวหารัฐบาลทหารว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ตั้งขึ้นเพื่อเปิดทางให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย

เวิลด์แบงก์ยังระบุว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เช่น มัณฑะเลย์และเนปยีดอว์ อาจสูญเสียการผลิตมากถึงหนึ่งในสามของปริมาณการผลิตในช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวบางส่วนในครึ่งหลังของปีงบประมาณ

รายงานยังคาดการณ์ว่าแผ่นดินไหวอาจทำให้อัตราความยากจนของเมียนมาเพิ่มขึ้นอีก 2.8% ส่งผลให้ครัวเรือนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะยากจนมากขึ้น โดยจากการสำรวจก่อนเกิดแผ่นดินไหว พบว่าอัตราความยากจนอยู่ที่ 31% ในปี 2567

Kim Edwards นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสและผู้นำโครงการประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า “วิกฤตหลายระลอกของเมียนมาในขณะนี้ กำลังทำให้กลไกรับมือของครัวเรือนอ่อนแอลงอย่างหนัก”

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...