โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การบริโภคไม่ฟื้น…ไทยจะติดกับดักเศรษฐกิจซึมยาวหรือไม่?

THE STANDARD

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 10.41 น. • thestandard.co
การบริโภคไม่ฟื้น…ไทยจะติดกับดักเศรษฐกิจซึมยาวหรือไม่?

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2565-2567) การบริโภคภาคเอกชนภายในประเทศเติบโตชะลอตัว โดยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2568 การบริโภคภาคเอกชนไทยขยายตัวได้เพียง 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าการขยายตัวของ GDP ไทยที่ 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บ่งชี้ถึงกำลังซื้อของครัวเรือนภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ หรือยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ และเมื่อภาคเศรษฐกิจจริงไม่มีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคขั้นสุดท้ายของครัวเรือน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซึม บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยไม่คึกคักเท่าที่ควร

รายงาน Wealth Insight ของทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ในส่วนของหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ถือเป็นแรงกดดันหลักต่อการบริโภคภาคเอกชนไทย แม้ในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะลดลงต่อเนื่อง จากระดับ 91.3% ในไตรมาส 4 ปี 2566 สู่ระดับ 88.4% ในไตรมาส 4 ปี 2567 แต่กลับไม่ได้ทำให้การบริโภคภาคเอกชนโดยรวมเร่งตัวขึ้น นั่นเป็นเพราะธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังและเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ขณะเดียวกันลูกหนี้ก็มีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น โดยมีข้อสังเกตจากกลุ่มลูกหนี้ที่ถูกจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special mention loan) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มียอดค้างชำระระหว่าง 1-3 เดือน ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและจำเป็นต้องเฝ้าระวังติดตามเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสตกชั้นเป็นหนี้เสีย หรือ NPLs สูง โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยอย่างสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคล

นอกเหนือจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจะเป็นแรงกดดันการบริโภคภายในประเทศ หากวิเคราะห์เจาะลึกไปถึงกำลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภคตามระดับรายได้จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีสัญญาณหลายประการที่บ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงในทุกกลุ่ม ดังนี้

  • รายได้เกษตรกรเติบโตชะลอลง สาเหตุหลักมาจากปริมาณผลผลิตทางการเกษตรพืชผลสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่เจอภาวะภัยแล้ง เช่น ข้าว มะม่วง ทุเรียน เป็นต้น ปัจจุบันครัวเรือนเกษตรในไทยมีอยู่ราว 7.7 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วนราว 32.1% ของครัวเรือนไทยทั้งหมด (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2568) หรือครอบคลุมจำนวนประชากรไทยราว 23 ล้านคน นับว่ายังคงเป็นเศรษฐกิจฐานรากสำคัญของไทย

  • ยอดจำหน่ายสินค้าคงทนอย่างรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์หดตัวมากถึง 15.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (รวมรถ SUV) และรถจักรยานยนต์ขยายตัวได้เล็กน้อยที่ 0.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ ทำให้ยอดขายรถยนต์โดยรวมยังคงหดตัวราว 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวมที่อ่อนแอ โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ระดับล่างถึงระดับกลาง อาทิ เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า รวมถึงกลุ่มเจ้าของกิจการขนาด Micro SMEs

  • การปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่เข้าสู่โซนหดตัว สินเชื่อบ้านในชั้นที่ถูกกล่าวถึงเป็นพิเศษยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปี 2568 เพิ่มขึ้นราว 19.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับว่าเป็นการขยายตัวด้วยเลข 2 หลักเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน สะท้อนถึงกำลังซื้อของกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงบนที่อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด

  • กลุ่มธุรกิจเผชิญแรงกดดันสูง เมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคทุกกลุ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลง ย่อมส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับแรงกดดันสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จำเป็นต้องพึ่งพิงกำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคธุรกิจอย่างทั่วถึงในระยะข้างหน้าจึงเป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมาก

ดัชนีรายได้เกษตรกรไทยชะลอตัวในปี 2568

ดัชนีรายได้เกษตรกร

ที่มา: OAE, CEIC, Bualuang Research

ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงการบริโภคภาคเอกชนเป็นรายสินค้าและบริการ จะพบว่า ท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแอ กลุ่มอาหารยังสามารถเติบโตได้ค่อนข้างคงที่ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สินค้าอุปโภคอย่างเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ของตกแต่งภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการบริการร้านอาหารและโรงแรม เป็นต้น

และหากพิจารณาถึงข้อมูลการบริโภคภาคเอกชนเป็นรายสินค้า ร่วมกับการพิจารณาข้อมูลด้านการผลิตและการนำเข้า จะพบว่าผู้ผลิตไทยในสินค้าบางกลุ่มกำลังเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างเข้มข้นจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทย อาทิ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงของใช้เบ็ดเตล็ด สะท้อนจากข้อมูลการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศของกลุ่มสินค้าดังกล่าวไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับภาคการผลิต ในขณะเดียวกัน มูลค่าการนำเข้าสินค้าในกลุ่มดังกล่าวจากจีนกลับขยายตัวได้ค่อนข้างสูงอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตคนไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน อาจเผชิญกับแรงกดดันในการแย่งชิงกำลังซื้อที่เติบโตได้อย่างจำกัดและมีทิศทางชะลอตัวกับกลุ่มทุนจีนที่มีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนจากการผลิตที่ล้นตลาด (Over supply) ส่งผลให้ภาคธุรกิจ SMEs ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่ฟื้นตัวและมีแนวโน้มต้องปิดกิจการมากขึ้น และย่อมจะสะท้อนกลับมาสู่การจ้างงานที่ลดลง อันเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างรายได้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ

สรุป หากการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยเฉพาะในบริบทที่ภาคครัวเรือนมีภาระหนี้สูง ซึ่งกระทบต่อรายได้คงเหลือ รวมไปถึงในบริบทของภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ก็จะยิ่งบั่นทอนศักยภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภคในระดับฐานราก ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก และท้ายที่สุดอาจเป็นแรงกดดันต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

ภาพ: Shutterstock AI Generator

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...