ทำงานกับเอเจนซียังไงให้เวิร์ก ? เจาะลึกทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ [Agency Playbook EP.3 by audacity x AD ADDICT]
นักการตลาดคนไหนเป็นแบบนี้บ้าง อยากร่วมงานกับเอเจนซีเพื่อทำแคมเปญให้ปัง ๆ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ? ต้องบรีฟยังไงให้เห็นภาพตรงกันตั้งแต่แรก ? ฟีดแบกแค่ไหนถึงจะพอดี ไม่มากหรือน้อยไป ? เชื่อว่าคนที่ทำงานฝั่งแบรนด์ส่วนใหญ่น่าจะเคยมีคำถามแบบนี้แวบขึ้นมาในหัวอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ยังไม่เจอคำตอบที่ใช่สักที !
ซีรีส์ “Agency Playbook by audacity x AD ADDICT” คอนเทนต์สุดพิเศษที่จะเล่าทุกเรื่องราวในแวดวงเอเจนซี ถ่ายทอดเนื้อหาโดย “คุณจอน เฉลิมวงค์” Co-founder และ Chief Creative จาก “Audacity BKK” ใน EP.3 นี้จะพาทุกคนไปไขข้อสงสัยในประเด็น “ทำงานกับเอเจนซียังไงให้เวิร์ก ?” พร้อมเจาะลึกทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้นักการตลาดหรือคนที่ทำงานฝั่งแบรนด์มีเคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกเอเจนซีได้ตรงใจด้วยตนเองกันฮะ
เรื่องราวจะเข้มข้นและน่าสนใจแค่ไหน ? มาติดตามพร้อมกันเลยยยย
สิ่งที่แบรนด์ควรรู้ ก่อนร่วมงานกับเอเจนซี
เพื่อน ๆ คนไหนที่ได้อ่านเนื้อหาใน EP. 1 และ 2 มาแล้วจะเห็นว่า การที่แบรนด์ร่วมงานกับเอเจนซีมีข้อดีมากมาย (สำหรับใครที่เพิ่งเปิดมาเจอเรา และอยากรู้ว่าดียังไง ? ตามอ่าน 2 ตอนก่อนหน้านี้ที่ลิงก์ตรง HIGHLIGHT ด้านบนได้เลยฮะ) จนอยากทำงานกับเอเจนซีเพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจแบบนี้บ้าง แต่คำถามคือ สำหรับแบรนด์ที่ไม่เคยร่วมงานกับเอเจนซีมาก่อน ต้องเริ่มต้นยังไงดีล่ะ ?
หากนักการตลาดข้องใจเรื่องนี้ ทาง audacity แนะนำว่าควรดูงานโฆษณาในออนไลน์ที่เป็นสินค้าใน Category เดียวกัน จากนั้นเลือกงานที่ชอบ พร้อมหาว่าเป็นผลงานจากเอเจนซีไหน ต่อด้วยการหาข้อมูลเพื่อทำความรู้จักเอเจนซีนั้นให้มากขึ้น ทั้งจากเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย เพื่อน ๆ นักการตลาดที่เคยทำงานกับเอเจนซีที่เราสนใจ
เมื่อรู้ข้อมูลคร่าว ๆ แล้ว ก็ติดต่อเพื่อขอ Credential และ Rate card หรือเรียกเอเจนซีนั้นมาพูดคุยทำความรู้จักกัน เพื่อดูเคมีของทีมฝั่งแบรนด์และเอเจนซีว่าเข้ากันได้ไหม กรณีที่ไม่มั่นใจ แนะนำว่าควรหาใหม่ อย่าไปฝืน
ปัจจัยที่ใช้พิจารณาในการเลือกเอเจนซี
เพราะ Digital Marketing ทําให้มีช่องทางการสื่อสารมากมายนับไม่ถ้วน จึงขยายผลมาสู่เอเจนซีที่มีความถนัดเฉพาะทาง เช่น Strategic Agency, Research Agency, Consultant Agency, Design Agency, Creative Agency, Media Optimization Agency, Content Agency, KOL Agency, eCommerce Agency, Event Agency ฯลฯ ซึ่งแบรนด์ต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เพื่อเลือกใช้เอเจนซีให้เหมาะสมกับงาน
เอเจนซีแบบไหน คือพาร์ตเนอร์ที่ “ดี” และ “ไม่ดี” ให้กับแบรนด์
วิธีสังเกตเอเจนซีที่ “ดี”
หากย้อนไปในอดีต เอเจนซีมีหน้าที่โปรโมตสินค้าใหม่ ไม่ว่าจะทำหนังโฆษณา ออกแบบวิธีการสื่อสาร และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ธุรกิจ ดังนั้น การสร้างการรับรู้ให้กลุ่มเป้าหมายเป็นสิ่งที่เอเจนซีเชี่ยวชาญ แต่ปัจจุบันเอเจนซีต้องเข้าใจธุรกิจของลูกค้า เพราะเป็นที่ปรึกษาในการแก้ปัญหาทางธุรกิจ ปรึกษาเวลาขยายธุรกิจ เข้าใจผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์โดยไม่จํากัดวิธีการทํางานที่ตายตัว ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่า ทั้งระยะเวลาการทํางานและค่าใช้จ่าย
วิธีสังเกตเอเจนซีที่ “ควรระวัง”
ขณะเดียวกัน หากเอเจนซีไหนทำหน้าที่สื่อสารได้ดี ไอเดียที่นําเสนอลูกค้าสร้าง Awareness สร้าง Talk แต่ไม่ช่วย Conversion หรือเพิ่มยอดขายนั้น สาเหตุอาจมาจากความไม่เข้าใจธุรกิจของลูกค้าหรือไม่เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นแบรนด์อาจต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนและรอบด้านมากขึ้นก่อนร่วมงานด้วย จากการประชุมตอนบรีฟ เช่นมุมมองหรือความคิดเห็นที่แชร์จากทางเอเจนซีในห้องประชุม เพราะอย่าลืมว่าวัตถุประสงค์ของแบรนด์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นสำคัญที่สุด
แนวทางบรีฟงานเอเจนซี ให้เข้าใจตรงกันตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องเดา
สําหรับแบรนด์ การหาเอเจนซีที่ดีมาร่วมงานด้วยไม่ใช่เรื่องง่าย และถึงแม้จะได้เอเจนซีฝีมือดีมาแล้ว ถ้าแบรนด์ให้โจทย์ผิด หรือไม่ตรงกับสิ่งที่ธุรกิจต้องการ งานที่ได้ก็อาจไม่ตอบโจทย์
3 สิ่งที่แบรนด์ควรคิดก่อนบรีฟงาน
- แบรนด์ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดว่าต้องการอะไร เช่น โปรโมตสินค้าใหม่ สร้างการรับรู้ของแบรนด์ให้กลุ่มเป้าหมาย หรือแก้ทัศนคติของผู้บริโภคที่ไม่ถูกต้องที่เกี่ยวกับแบรนด์
- กําหนดงบประมาณที่สอดคล้องกับโจทย์ที่ต้องการ เช่น อยากเพิ่มยอดขาย 200% แต่มีงบเท่ากับ 1 โพสต์ในโซเชียล นอกจากจะไม่เหมาะสมแล้ว ก็มีส่วนสำคัญที่ทําให้งานไม่บรรลุผลตาม KPI ของแบรนด์ด้วย
- แบรนด์ควรเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะมุมมองแบบ Outside in ของเอเจนซี บางครั้งการอยู่ฝั่งแบรนด์ถึงแม้เข้าใจธุรกิจเป็นอย่างดี แต่อาจมองไม่เห็นข้อบกพร่องในมุมของผู้บริโภค ซึ่งเอเจนซีจะช่วยสะท้อนความรู้สึกของผู้บริโภค พร้อมเสนอไอเดียการตลาดที่แบรนด์คาดไม่ถึงได้ดีกว่า
เคล็ดลับการสื่อสารให้เอเจนซีเข้าใจ Insight หรือ Objective ของแคมเปญ
ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเป็นหน้าที่ของเอเจนซีอยู่แล้วที่จะต้องนำข้อมูลต่าง ๆ ที่แบรนด์ให้มาทําการบ้านเพิ่ม ทั้งเรื่องพฤติกรรม ความต้องการ ปัญหาของกลุ่มเป้าหมายและวิธีแก้ไข กลยุทธ์ที่คู่แข่งใช้ และโอกาสที่แบรนด์จะเข้าหาผู้บริโภค
สิ่งที่แบรนด์ “ไม่ควรทำ” ในการบรีฟงานเอเจนซี
ทาง audacity แนะนำว่า ไม่ควรตั้งกรอบเวลาน้อยเกินไป เพราะอาจทําให้งานไม่เป็นไปตามที่แบรนด์คาดหวัง หรือถ้าทำแคมเปญหนังโฆษณาทางออนไลน์ เวลาที่มีจำกัดอาจไม่เพียงพอต่อการหา Production House ที่ดีมาทํางานให้ได้ เพราะทีมฝีมือดีคงถูกจองคิวล่วงหน้าไปแล้ว
อีกสิ่งที่ไม่ควรทำคือ ไม่ควรตั้งงบที่น้อยเกินความคาดหวัง เพราะอาจทำให้ผลงานที่ได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่คิด หากมีงบจำกัดจริง ๆ อาจให้ทีมการตลาดของแบรนด์ทำกันเอง ส่วนสิ่งที่ไม่ถนัดหรือเรื่องเฉพาะทางก็จ้างฟรีแลนซ์เป็นกรณีไป เช่น Strategic Planner, Graphic Designer หรือ Creative
วิธีฟีดแบกเพื่อให้แบรนด์ได้งานดี เอเจนซีแก้ไขได้ถูดจุด
เป็นเรื่องปกติที่เวลาเอเจนซีส่งงานมา แบรนด์สามารถคอมเมนต์และขอให้แก้ไขใหม่ได้ แต่เรื่องนี้ก็คาใจนักการตลาดหลายคนว่า แล้วฟีดแบกที่ดีต้องเป็นแบบไหน ? แบรนด์ถึงจะได้งานที่ถูกใจ แถมไม่ให้เสียเวลาแก้ไขกลับไปกลับมาหลายรอบ
audacity แนะนำว่า ก่อนคอมเมนต์งานควรแยก Creative Message (ข้อความเชิงสร้างสรรค์ของแบรนด์ที่ต้องการสื่อสาร) กับ Execution (วิธีการนําเสนอ) ออกจากกัน เพราะบางครั้ง Creative Message ดี แต่วิธีนําเสนอยังไม่โดนใจ แบรนด์ก็อาจเก็บ Creative Message ไว้เพื่อพัฒนา Execution ใหม่ได้ จะได้ไม่ต้องเริ่มทำใหม่ทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้ไทม์ไลน์ล่าช้าไปมากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน ก็ควรมองงานที่เอเจนซีนําเสนอผ่านเลนส์ของผู้บริโภคจริง ๆ เรื่องนี้ถือเป็นอีกปัญหาคลาสสิก เพราะส่วนใหญ่ทีมการตลาดของแบรนด์จะเป็น Gen X, Gen Y หรือ Gen Z ตอนต้น แต่กลุ่มเป้าหมายหลักในแคมเปญมักเป็น Gen Z หรือ Gen Alpha ก่อนคอมเมนต์งานแต่ละครั้ง แนะนำว่าให้ถอดหมวกความเป็นแบรนด์ออก อย่าเผลอใช้ความคิดของตัวเองตัดสินงาน พยายามวิเคราะห์ คิดแบบผู้บริโภค และอธิบายเหตุผลของการซื้อหรือไม่ซื้องานให้ชัดเจน เพื่อให้เอเจนซีแก้ปัญหาได้ตรงจุด ทํางานต่อได้ และปรับปรุงงานให้ตอบโจทย์มากขึ้น
ส่องเคสของ audacity ที่ทำงานร่วมกับแบรนด์ได้มีประสิทธิภาพ
audacity ได้ยกตัวอย่างเคสของ “WeTV” Streaming Platform ชื่อดังจากจีนที่ได้รับความนิยมในไทย ที่ต้องการโปรโมตซีรีส์แนว Boy Love เรื่อง “Knock Out หมัดน็อกล็อกหัวใจ” โดยได้รับโจทย์มาว่า ต้องสร้างความสนใจให้กลุ่ม Mass ซึ่งมีงบประมาณและกรอบเวลาที่ชัดเจน และให้อิสระในการคิดงานหรือวิธีการสื่อสารอย่างเต็มที่
ซึ่งทีมการตลาดของ WeTV ให้ฟีดแบกที่ชัดเจน มีความยืดหยุ่นทั้งเรื่องงบและเวลา พร้อมเปิดใจรับฟังไอเดียทุกรูปแบบ ทําให้เอเจนซีทำงานต่อง่าย เมื่อระหว่างทำงานรู้สึกสนุก ความสุขจากการที่งานบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้จึงเกิดขึ้น
จบลงไปแล้วสำหรับเนื้อหาสุดเข้มข้นจากซีรีส์ “Agency Playbook by audacity x AD ADDICT” EP.3 : ทำงานกับเอเจนซียังไงให้เวิร์ก ? เจาะลึกทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งทำให้แบรนด์ได้เห็นว่า การทำงานกับเอเจนซีไม่ใช่แค่จ้างแล้วจบ แต่คือการ “ทำงานร่วมกัน” ที่ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ได้งานที่ถูกใจแบรนด์ ตรงเป้าหมายของธุรกิจ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับเอเจนซีผู้อยู่เบื้องหลังผลงานได้
บอกเลยว่าเรื่องราวในวงการเอเจนซียังมีอะไรให้น่าค้นหาอีกเพียบ สำหรับแบรนด์ไหนที่สงสัยว่า เอเจนซีวิธีการวัดผลความสำเร็จของแคมเปญอย่างไร ? รอติดตามอ่านแบบเต็ม ๆ ใน EP. ถัดไปได้เลยยยย
เนื้อหา : จอน เฉลิมวงค์ audacity
เรียบเรียง : ทีมงาน AD ADDICT
ช่องทางการติดต่อ audacity :
- Facebook: https://www.facebook.com/audacitybkk/
- Website: https://www.audacitybkk.com/
- Instagram: https://www.instagram.com/audacitybkk/
- Youtube: https://www.youtube.com/@audacitybkk
- Tiktok: https://www.tiktok.com/@audacitybkk
- Email: witsawut@audacitybkk.com