“เกษียณในฝัน” ของ “สาววัย 50”… อยากมี “เงินใช้หลังเกษียณ” ปีละ 200,000 บาท ต้องวางแผนยังไง?
Wealthy Thai
อัพเดต 12 ม.ค. เวลา 12.00 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 02.32 น. • สมาคมนักวางแผนการเงินไทยWealth EZ: “ดิฉันเป็นสาวโสดไม่ได้แต่งงาน อายุใกล้จะ 50 ปีแล้วค่ะ ทำงานบริษัทมีชื่อเสียงเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่บริษัทให้เกษียณตอนอายุ 60 ปี เลยเริ่มคิดว่าอยากเตรียมตัวให้ตัวเองมีเงินใช้จากเงินปันผลปีละ 2 แสน จะต้องลงทุนยังไงดีคะ”
มีกฎอยู่กฎหนึ่งที่เรียกกันว่า “กฎของ Murphy” (Murphy’s Law) เป็นประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ว่า "If anything can go wrong, it will."ซึ่งแปลความหมายเป็นไทยก็คือ “ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากเราปล่อยให้มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ รับรองได้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นแน่นอน” หรือ พูดง่ายๆ ก็คือ “ในภาวะที่เลวร้าย สิ่งที่เลวร้ายกว่ามีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ” อย่างเช่น รถเราเวลามีประกัน มักจะไม่มีอุบัติเหตุ แต่พอประกันขาด มักจะเกิดอุบัติเหตุตอนนั้น
“มนุษย์เงินเดือน” เป็นอาชีพหนึ่งที่โดน “กฎของ Murphy” เล่นงานมากที่สุด ตอนเราทำงาน บริษัทมักจะให้สวัสดิการรักษาพยาบาลทั้งคนไข้นอก และคนไข้ใน แต่ส่วนใหญ่แล้วเราไม่ค่อยได้ใช้สวัสดิการนี้กัน เพราะสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ในวันที่เราเกษียณ รายได้เราไม่มี สวัสดิการรักษาพยาบาลก็ไม่มี แต่เราก็มักจะเจ็บไข้ได้ป่วยตอนนั้นตามความเสื่อมของวัย ทำให้เรายิ่งมีปัญหาการเงินมากเข้าไปอีก
ปัญหาการเงินของวัยเกษียณตามกฎของ Murphy คือ “รายได้หยุดหา แต่ค่าใช้จ่ายกลับเพิ่มขึ้น” ดังนั้นเป้าหมายการเงินสำหรับวัยเกษียณที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ “การสร้างรายได้ประจำ” นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อเกษียณบางอย่างถึงกำหนดเงื่อนไขการสร้างรายได้ประจำหลังเกษียณ อย่างเช่น
ประกันบำนาญ ที่กฎหมายบังคับให้ผู้เอาประกันต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำไว้อย่างต่อเนื่องจนถึงอายุเกษียณ (เช่น 55, 60 หรือ 65 ปี แล้วแต่แบบ) และจะได้รับเงินคืนในรูปแบบของเงินบำนาญ จนถึงอายุ 85 หรือ 90 ปี แล้วแต่แบบ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่สมาชิกอายุครบ 55ปีบริบูรณ์ และ เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ต่ำกว่า 5ปี บริบูรณ์ สามารถขอรับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นงวดได้ คล้ายๆ กับเราสร้าง “เงินเดือนจากเงินเก็บ” ของเรานั่นเอง โดยเงินที่รับเป็นงวดยกเว้นภาษี
“เงินได้ประจำ” เท่าไรหลังเกษียณ…ต้องมีอย่างน้อยเท่าไหร่ถึงจะพอ?
เป้าหมายของการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ ก็เพื่อ 3เป้าหมาย ดังนี้เมื่อ
Sustainability คือ มีเงินใช้นานพอเท่าที่ต้องการ โดยทั่วไป คือ มีพอใช้จนวันตาย บางคนวางแผนเผื่อมีมรดกให้ลูกด้วย
Adequacy คือ มีมากพอตามต้องการอย่างน้อยต้องเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และเผื่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น
Reliability คือ วางใจได้ว่ามีนานและมากพอ แผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ คือ วางแผนตอนนี้ (ก่อนเกษียณ) ใช้ตอนหน้า (หลังเกษียณ) เราจึงต้องมั่นใจว่า แผนการเงินนั้นเป็นไปได้ และเพียงพอใช้ในยามเกษียณจริงๆ
วิธีที่คุณคิดว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอใช้ คุณลองประเมินคร่าวๆ ว่า
คุณมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือน อย่างเช่น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ฯลฯ สมมติอยู่ที่เดือนละ 2หมื่นบาท
แล้วคุณคิดว่าคุณน่าจะมีอายุหลังจากเกษียณอีกกี่ปี คุณอาจจะประมาณจากญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว เช่น คุณพ่อคุณแม่อายุประมาณ 85ปี ตัวคุณเองอาจจะเผื่อไปอีกซัก 5ปี เป็น 90ปี สมมติคาดว่าน่าจะลาโลกนี้ไปตอนอายุ 90ปี เท่ากับคุณมีเวลาหลังเกษียณอีก 30ปี (หรือ 360เดือน)
ต่อมา เราต้องมาดูค่าใช้จ่ายครัวเรือนย่อมไม่เท่าเดิมตลอดไป เพราะข้าวของแพงขึ้น ส่วนใหญ่เราจะชอบใช้อัตราเงินเฟ้อ แต่โดยส่วนตัวของผู้เขียนชอบอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายครัวเรือนมากกว่า เนื่องจากสะท้อนค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของผู้บริโภคได้แม่นยำกว่า ตัวเลขที่ “สำนักงานสถิติแห่งชาติ” วิเคราะห์มาเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณปีละ 1 เปอร์เซ็นต์
และสุดท้ายผลตอบแทนของเงินออมที่เรามี ณ วันเกษียณ สมมติเราไปลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลปีละ 4เปอร์เซ็นต์ (จะลงทุนอะไรก็ตาม อย่างน้อยควรมากกว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายครัวเรือน)
เมื่อกะประมาณทั้งหมดแล้ว อยากรู้ต้องมีเงินเท่าไหร่ ลองเข้าไปใส่ข้อมูลในหน้า “ออมเท่าไหร่พอใช้เกษียณ” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ https://www.set.or.th/project/caltools/www/html/retirement.html ดูนะ
“สินค้าทางการเงิน” ที่สร้างรายได้ประจำ
ในประเทศเรามีสินค้าอยู่หลายตัว เช่น ประกันบำนาญ การเลือกรับเงินเป็นงวดจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนปันผล ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust: REIT) ที่จ่ายปันผลสูง เป็นต้น
ในกรณีต้องการ มีเงินใช้จากเงินปันผลปีละ 2 แสน ตามสถิติอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล ของดัชนีราคาหุ้นที่จ่ายปันผลสูง 30ตัว* จะเท่ากับปีละ 4.58เปอร์เซ็นต์/ปี ถ้าผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีนี้เท่ากับว่าเราต้องมีเงินลงทุน ประมาณ 4 ล้านกว่าบาท หรือถ้าจะใช้ตัวเลขที่คำนวณได้เป๊ะๆ คือ 4,362,398 บาท
แต่เราไม่จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นปันผลอย่างเดียว เราสามารถเลือกผลิตภัณฑ์การเงินอื่นที่ให้ “เงินปันผลสูง” เช่นกัน นอกจากจะช่วยเงินปันผลแล้ว ยังช่วยกระจายความเสี่ยงอีกด้วยค่ะ
* SET High Dividend 30 Index (SETHD) ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวราคาของกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง (Market Capitalization) มีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่อง (คำนวณนับจากเริ่มดัชนีถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568)
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th