โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โบรกฯ คาดการณ์ปิดด่านการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา คาดเสียหายต่อเศรษฐกิจ 1.0 หมื่นล้านบาท/เดือน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 01.51 น.

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่าปัจจุบันการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา มีมูลค่ารวม 1.75 แสนล้านบาท ซึ่งการค้าชายแดนคิดเป็นสัดส่วนสูงเกือบครึ่งหนึ่งของการค้าระหว่างประเทศ

โดยสินค้าหลักที่ไทยส่งออกจากชายแดนนำโดย เครื่องดื่ม คิดเป็น 83% ของยอดส่งออกทั้งหมด ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์, เครื่องยนต์สันดาปและสินค้าเกษตร

ในขณะที่สินค้าหลักที่นำเข้าสู่ชายแดนไทยนำโดย ผัก, มันสำปะหลัง, เศษโลหะ, ลวดสายไฟ โดย 3 ด่านที่สำคัญต่อการค้าชายแดนนำโดย 1.) ด่านศุลกากรอรัญประเทศ จ.สระแก้ว 2.) ด่านศุลกากรคลองใหญ่ จ.ตราด และ 3.) ด่านศุลกากรจันทบุรี จ.จันทบุรี รวมคิดเป็นส่วนส่วนสูงกว่า 95% ของด่านทั้งหมด

ทั้งนี้ หากมีการปิดด่านจริงเบื้องต้น ม.หอการค้าไทย ได้มีการประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 1.0 หมื่นล้านบาท/เดือน ซึ่งหากอิงจากตัวเลขดังกล่าวบนสมมติฐานปิดด่านชายแดนทุกๆ 1 เดือนพบว่าผลกระทบคิดเป็น Downside ประมาณ 0.02% จากประมาณการ GDP ของเราที่ 1.4%

สำหรับผลกระทบต่อ SET Index หากอิงจากบริษัทที่อยู่ภายใต้ Coverage ของฝ่ายนักวิเคราะห์ พบว่า มีจำนวนบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้จากประเทศกัมพูชา 30 บริษัท คิดเป็นรายได้รวม 8.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.6% ของรายได้ทั้งหมด นำโดยกลุ่มค้าปลีก, อาหาร, พลังงานและโรงพยาบาล

เบื้องต้นฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ผลกระทบส่วนใหญ่จะตกอยู่กับกลุ่มเครื่องดื่มและอาหารจากการส่งผ่านสินค้าผ่านชายแดน ในขณะที่กลุ่มพลังงาน,ปิโตรเคมี และโรงพยาบาลคาดมีผลกระทบที่จำกัด

อย่างไรก็ตามในกรณีเลวร้าย (บนสมมติฐานปิดด่านทั้งหมดและกระทบรายได้และกำไรของทุกบริษัท) พบว่าทุกๆ 1 เดือน ของการปิดด่าน จะส่งผลต่อ Downside ของประมาณการกำไรปีนี้ของฝ่ายนักวิเคราะห์ไม่ถึง 0.1% ซึ่งถือว่าผลกระทบค่อนข้างจำกัด

ซึ่งกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้จากประเทศกัมพูชานำโดยกลุ่มค้าปลีก อาทิ BJC, CPALL, CPAXT และ GLOBAL เฉลี่ยต่ำกว่า 1%

รวมไปถึงกลุ่มอาหาร อาทิ CPF, BTG, OSP, SAPPE และ SNNP อยู่ในกรอบประมาณ 1-6%

ส่วนกลุ่มโรงพยาบาล อาทิ BCH, BDMS, BH และ PR9 ประมาณ 1-4%

และสำหรับหุ้นรายตัวที่มีสัดส่วนรายได้จากกัมพูชาสูงกว่า 5% นำโดย MAJOR, AEONTS และ SAV

ทางด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุถึงสถานการณ์ตึงเครียดไทย-กัมพูชาล่าสุดมีข่าวว่าเริ่มมีการปะทะกันที่ปราสาทตาเมือนธม ฝ่ายนักวิเคราะห์ประเมินว่าอาจเป็น Sentiment ลบอ่อนๆ ต่อ SET Index และหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากกัมพูชาบ้าง

โดยฝ่ายนักวิเคราะห์ได้รวบรวมหุ้นที่มีธุรกิจในกัมพูชา ซึ่งหุ้นที่มีธุรกิจในกัมพูชาหรือมีการขายสินค้าและให้บริการกัมพูชาเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ SAV คิดเป็นสัดส่วน 100%, CBG คิดเป็นสัดส่วน 13%, AEONTS คิดเป็นสัดส่วน 8%, BH คิดเป็นสัดส่วน 5%,

ถัดมา CPF และ BTG คิดเป็นสัดส่วน 3-4%, BDMS และ SCC คิดเป็นสัดส่วน 3%, NEO และ ICHI คิดเป็นสัดส่วน 2-3%, OR คิดเป็นสัดส่วน 2-3%, GLOBAL คิดเป็นสัดส่วน

ขณะที่ บริษัทธุรกิจในกัมพูชาสัดส่วนราว 1% อาทิ BCH คิดเป็นสัดส่วน 1.7%, SCGD คิดเป็นสัดส่วน 1.5%, HANA คิดเป็นสัดส่วน 1.4% และกลุ่มที่น้อยกว่า 1% คือ CPALL, CPAXT, BJC คิดเป็นสัดส่วน ต่ำกว่า 1%, MINT, CENTEL, ERW คิดเป็นสัดส่วน ต่ำกว่า 1% และ BBL, KBANK, SCB คิดเป็นสัดส่วน ต่ำกว่า 1%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...