โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทูต EU-อินโด จี้ ASEAN สร้างกลไกแก้ขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

PostToday

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 01.25 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 07.52 น.

ภายหลังเหตุปะทะรุนแรงบริเวณชายแดนระหว่างทหารกัมพูชาและไทย นักการทูตระดับสูงจากสหภาพยุโรป (EU) และอินโดนีเซียได้ออกมากระตุ้นให้อาเซียน (ASEAN) เร่งเสริมสร้างกลไกแก้ไขข้อพิพาทในภูมิภาคให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิกบานปลายในอนาคต

เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารกัมพูชาและไทยในพื้นที่ชายแดนมอมเบย (Mom Bei) ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทระหว่างสองประเทศ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดและสถานการณ์ที่ยังคงดำเนินอยู่ โดยการปะทะครั้งนี้ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตหนึ่งนาย

แม้กองทัพทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นฝ่ายเริ่มยิง แต่กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชายืนกรานว่าจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ควบคุมทางทหารของกัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียด

ขณะเดียวกัน สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่ากัมพูชาจะนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากไทย

ข้อเสนอครั้งสำคัญนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสมัชชาแห่งชาติและวุฒิสภา ในการประชุมรัฐสภาร่วมครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ในวันเดียวกันนั้นเอง สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวเตือนต่อที่ประชุมร่วมวุฒิสภาและรัฐสภาว่า

หากข้อพิพาทเขตแดนระหว่างกัมพูชาและไทยไม่สามารถแก้ไขได้ผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) สถานการณ์อาจบานปลายจนเลวร้ายไม่ต่างจาก "ฉนวนกาซา" ซึ่งปาเลสไตน์และอิสราเอลต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่ไม่มีวันสิ้นสุด

มุมมองจากสหภาพยุโรป: บทเรียนจากบูรณาการเพื่อสันติภาพ

อิกอร์ เดรสแมนส์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Khmer Times ในฐานะนักการทูตและผู้สังเกตการณ์ภายนอก

โดยแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตจากการปะทะ พร้อมชื่นชมการดำเนินการตามมาตรการลดความตึงเครียดที่ตกลงร่วมกันระหว่างสองประเทศอย่างรวดเร็ว

"ในสถานการณ์เช่นนี้ เราขอสนับสนุนให้กัมพูชาและไทยเร่งเจรจาทวิภาคีในประเด็นที่ยังค้างคาเกี่ยวกับการปักปันเขตแดน และวางแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต"

เอกอัครราชทูตเน้นย้ำว่า สหภาพยุโรปไม่ได้นำเสนอตัวเองเป็นต้นแบบให้อาเซียน แต่ได้เสนอประสบการณ์อันยาวนานของการรวมกลุ่มในภูมิภาคเป็นตัวอย่างว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองสามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

"ตลอดระยะเวลา 75 ปี การรวมกลุ่มอย่างใกล้ชิดของสหภาพยุโรปได้นำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยไม่มีประเทศสมาชิกใดทำสงครามกับอีกฝ่ายเลยในช่วงเวลานี้ เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ารูปแบบความสำเร็จเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นกับประชาคมอาเซียนเช่นกัน" - ท่านเอกอัครราชทูตเดรสแมนส์เน้นย้ำ

แม้ว่ากัมพูชาและไทยจะเคยเผชิญกับประวัติศาสตร์ความขัดแย้งและการนองเลือดที่ยากลำบาก คล้ายคลึงกับหลายประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป

แต่ทั้งสองประเทศต่างก็มีความปรารถนาร่วมกันเพื่อสร้างสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน สิ่งเหล่านี้คือรากฐานอันแข็งแกร่งที่นำไปสู่การแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติในปัจจุบัน

เอกอัครราชทูตเดรสแมนส์ ยืนยันถึงความเชื่อมั่นอันแน่วแน่ของสหภาพยุโรปในศักยภาพของการรวมกลุ่มระดับภูมิภาค ที่จะช่วยส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

"กว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ให้การสนับสนุนอาเซียนในการลดกำแพงการค้าภายใน และยึดมั่นในหลักการความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างอำนาจอธิปไตยของทุกประเทศในภูมิภาค"

"เราตั้งใจที่จะสานต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหภาพยุโรป-อาเซียน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพในทั้งสองภูมิภาคของเรา"

มุมมองจากอินโดนีเซีย: ภูมิปัญญาอาเซียน หาทางออกร่วมกัน

ในระหว่างการสัมภาษณ์พิเศษกับ Khmer Times ซานโต ดาร์โมซูมาร์โต เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำกัมพูชา ได้ให้มุมมองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประเทศที่เกี่ยวข้องสามารถเอาชนะความท้าทายต่าง ๆ ได้ด้วยวิธีที่ สันติและสร้างสรรค์

ในฐานะประชาคมอาเซียน เราสามารถร่วมมือและสนับสนุนกัน เพื่อธำรงรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

เขากล่าวเสริมว่า แต่ละความท้าทายที่สมาชิกอาเซียนเผชิญนั้นมีความเฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีแนวทางแก้ไขที่แตกต่างกัน

แม้ว่าการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีควรเป็นหัวใจสำคัญ แต่ไม่สามารถใช้ประสบการณ์เดิมเพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้

“ดังที่ สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้กล่าวไว้ที่สถาบัน ERIA School of Government กรุงจาการ์ตาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ภูมิปัญญาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากเพียงพอที่จะช่วยให้ประเทศสมาชิกแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันได้ รวมถึงปัญหาด้านความมั่นคง”

ท่านยังกล่าวเสริมว่า "เราได้ทุ่มเทอย่างมากในการสร้างประชาคมอาเซียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา และได้เผชิญความท้าทายที่ยากลำบากมากมายร่วมกัน ผมเชื่อว่าเรามีความสามารถเกินพอที่จะหาวิธีรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนในฐานะครอบครัว"

ประวัติความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา: กรณีปราสาทพระวิหาร

ก่อนเหตุปะทะเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางทหารครั้งสำคัญครั้งสุดท้ายระหว่างไทยและกัมพูชาเกิดขึ้นระหว่างปี 2551 ถึง 2554 โดยมี ปราสาทพระวิหาร แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกที่ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ชายแดนที่มีข้อพิพาทเป็นจุดศูนย์กลาง

การปะทะและสถานการณ์ตึงเครียด (2551-2554)

  • ปี 2551: การปะทะกันเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย

  • ปี 2553-2554: ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นเป็นการยิงปืนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เดือนกุมภาพันธ์ 2554 การสู้รบอย่างหนักทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคนและเสียชีวิตหลายราย นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่

คำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ:

  • ปี 2554: ศาล ICJ ได้ออกคำสั่งให้ทั้งสองฝ่ายถอนกำลังทหารออกจากเขตปลอดทหารรอบปราสาทพระวิหาร

  • ปี 2556: ศาล ICJ มีคำตัดสินขั้นสุดท้าย ยืนยันว่าพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา คำตัดสินนี้ช่วยลดความตึงเครียดลงได้อย่างมาก

สถานการณ์ปัจจุบันชายแดนไทย-กัมพูชา

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชายแดนโดยรวมยังคง สงบสุข แม้จะมีเหตุการณ์เล็กน้อยหรือการเผชิญหน้าระหว่างการลาดตระเวนเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งคราว

ที่มา สำนักข่าวKhmer TImes

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...