โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โบรกชี้ไทยยังมีจุดยืนเจรจาการค้า โอกาสต่ำ 36% มี GDP ขยับโต 1.5-2%

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 00.15 น.

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" จากประเด็นมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้า (Tariffs) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เข้ามาสร้างความปั่นป่วนให้กับการค้าทั่วโลก

ล่าสุดประเทศอินโดนีเซีย ที่นับว่าเป็นชาติที่ 2 ของอาเซียนที่สามารถปิดดีลการค้าได้สำเร็จ ส่งผลให้ระดับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ลดลงจากเดิม 32% เหลือเพียง 19% เป็นผลให้อัตราภาษีนำเข้าลดลงต่ำกว่าสมาชิกอาเซียนชาติอื่น ในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ เวียดนามบรรลุข้อตกลงการค้าให้สหรัฐฯ เก็บภาษีเหลือ 20% จากเดิม เดิมที่ 46% สำหรับสินค้าเวียดนาม และ40% สำหรับสินค้าที่ประเทศอื่นส่งออกผ่านเวียดนาม นอกจากนี้ เวียดนามจะเปิดตลาดให้กับสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า

ขณะที่ประเทศไทยนั้น ปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจารอบที่ 2 โดยมีการส่งข้อเสนอไปแล้วและกำลังอยู่ในขั้นตอนการหารืออย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อรองภาษีสหรัฐฯ ให้ลดระดับลงจาก 36% ซึ่งเป็นความท้าทายด้วยกำหนดเวลาเส้นตาย 1 ส.ค. เริ่มใกล้เข้ามา

อีกทั้งรัฐบาลจะต้องเสนอเงื่อนใขในแบบที่ไทยไม่เสียเปรียบสหรัฐฯ มากเกินไป และต้องได้อัตราภาษีที่ไม่สูงกว่าคู่แข่งในอาเซียน หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีที่ 36% จะเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในกลุ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านภาษี อาจทำให้ไทยถูกมองว่าเป็น “ฐานการผลิตที่เสี่ยง” สำหรับสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ และทำให้ความน่าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศลดลง แต่หากไทยเปิดตลาดสินค้าทุกอย่างให้กับสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ดีล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดตลาดสินค้าเกษตร เช่น เนื้อหมู ก็อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรและผู้ประกอบการไทย

"มองว่าทั้งเวียดนามและอินโดฯ พยายามอย่างหนักเพื่อที่จะลดระดับภาษีให้สหรัฐฯ เรียกได้ว่าเทหมดหน้าตัก ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลไทยเองมีจุดยืน เชื่อว่ายังมีการเว้นบางเงื่อนไขที่เสนอให้สหรัฐฯ ไว้บ้าง และคงไม่ทำแบบเดียวกันกับเวียดนามและอินโดฯ แน่นอนว่ารัฐบาลต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดถึงความเหมาะสมและผลกระทบ"

โดยทางฝ่ายประเมินว่าการเปิดตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ มีโอกาสได้เห็นสูงมาก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้ถูกสะท้อนในราคาหุ้นกลุ่มผู้ผลิตเนื้อสัตว์ในช่วงที่ผ่านมาไปค่อนข้างมากแล้ว

ในส่วนของผลกระทบต่อตัวเลข GDP ไทยนั้น ทางฝ่ายประเมินว่าหากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ทันเส้นตายต้นเดือนส.ค. 68 นี้ Tariffs คงระดับ 36% อาจกระทบต่อ GDP ไทยให้ปรับตัวลดลงเหลือราว 1-1.5%

แต่หากว่าข้อเสนอที่ทีมไทยยื่นต่อสหรัฐฯ เป็นผล และสามารถลด Tariffs ลงเหลือต่ำระดับ 20% ได้ ก็คาดว่าจะหนุนให้อัตราการขยายตัวของ GDP ไทยขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2-2.5% และหากลดได้เพียง 20-25% ก็คาดว่า GDP เฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 1-2% ในปี 68 นี้

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้อาจเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากระดับความเข้มข้นของ Tariffs ที่สหรัฐฯ จะให้ไทยนั้นยังคงมีความไม่แน่ไม่นอนอยู่มาก รวมถึงสินค้าที่ไทยจะต้องเปิดตลาดให้กับสหรัฐฯ จะกระทบต่อผุ้ประกอบการไทยมากกว่าได้ประโยชน์หรือไม่ อาจต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจนออกมาก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...