จับตา TikTok คุมค้าออนไลน์ ใช้ขนส่งเจ้าเดียว หวั่นผูกตลาด
วันนี้ (15 ก.ค.68) ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปอย่างมาก ทุกๆ อย่างแทบจะทำผ่าน “สมาร์ทโฟน” ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยทะลุ 1 ล้านล้าน แต่รายย่อยยังน่าเป็นห่วง เผยส่วนใหญ่ขายผ่าน TikTok ส่งโดย J&T แต่เจอเงื่อนไขเพียบ นักวิชาการร้องควบคุมแข่งขันเป็นธรรม หวั่นผู้ประกอบการไทยถูกกีดกันทางการค้า
ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ข้อมูลจาก priceza.com คาดว่ามีมูลค่าแตะ 1.1 ล้านล้านบาท เติบโตจากปี 2566 ถึง 14% ซึ่งมีมูลค่า 9.8 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มพุ่งถึง 1.6 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570 ผลจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นชินกับการซื้อขายออนไลน์ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแบรนด์สินค้าต่างๆ
TikTok โตหมื่นล้าน เงื่อนไขเพียบ บีบรายย่อย
อย่างไรก็ตาม แม้ Shopee และ Lazada ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคไทยเลือกใช้สูงสุด 75% รองลงมา คือ Lazada 67% และ TikTok ที่ 51% ก็ตาม แต่ TikTok ก็กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด S-Commerce ที่ผนวกความบันเทิงและการค้าผ่านคอนเทนต์วิดีโอ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าได้ทันทีจากคอนเทนต์ที่รับชม
ส่งผลให้ ปี 2567 ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุ ว่า TikTok มีรายได้ทะลุ 12,000 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ บริษัท ติ๊กต๊อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเริ่มจดตั้งบริษัทในประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 และมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท โดยมีนางสาวชวัลรัตน์ ภู่ชัยวัฒนานนท์ เป็นกรรมการและนั่งในตำแหน่ง Head of Fashion E-Commerce TikTok Shop ประเทศไทย
การเติบโตที่รวดเร็วของ TikTok Shop กลับสร้างคำถามด้านการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีที่มีการกล่าวหาว่า แพลตฟอร์มใช้วิธีลดการมองเห็นลิงก์ไปยังเว็บไซต์คู่แข่ง และบังคับร้านค้าใช้ระบบขายของ TikTok เท่านั้น เพื่อให้ยังสามารถเข้าถึงผู้ชมได้ หรือไม่ รวมถึงประเด็นการจัดส่งสินค้าล่าช้า ซึ่ง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ได้เคยส่งหนังสือแจ้งเตือนในฐานะที่ TikTok คือแพลตฟอร์มที่ต้องจดแจ้งตามกฎหมาย DPS หรือ พระราชกฤษฎีกา การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 มาแล้ว
โลจิสติกส์ถูกผูกขาด แม่ค้าออนไลน์ ขาดตัวเลือก
นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า แม้ไปรษณีย์ไทยจะเริ่มให้บริการจัดส่งสินค้าบน TikTok มาตั้งแต่กลางปี 2567 แต่ก็ยังถือว่ามีส่วนแบ่งการตลาดต่ำมาก เพียง 1-2% เท่านั้น เนื่องจาก TikTok เลือกใช้บริการจากบริษัทขนส่งรายใหญ่ เช่น J&T Express เป็นหลัก
“เราไม่รู้ตัวเลขจริง เพราะ TikTok ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด สิ่งที่พอจะอ้างอิงได้คือการประมาณจากรายได้ของบริษัทขนส่งรายอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอีคอมเมิร์ซทั้งนั้น” นายดนันท์กล่าว
รายย่อยโอด แนะวางกติกาเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน ผู้ค้ารายย่อยหลายราย เริ่มสะท้อนความอึดอัดต่อบทบาทของ TikTok โดยแม้จะเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น แต่ต้องยอมรับค่าคอมมิชชันที่สูง รวมถึงไม่สามารถเลือกขนส่งเองได้ และหากไม่ซื้อโฆษณาหรือเข้าร่วมแคมเปญของ TikTok ก็จะถูกลดการมองเห็นอย่างชัดเจน
“ยอดขายดีขึ้นจริง แต่เราต้องจ่ายค่าคอมมิชชันสูงขึ้น และต้องพึ่งขนส่งที่แพลตฟอร์มเลือกให้” ผู้ค้ารายหนึ่งเผย
ดังนั้น ไม่ใช่แค่รายเล็กจะอยู่ไม่ได้ รายใหญ่ในตลาดก็จะอยู่ไม่รอดเช่นกัน หากแพลตฟอร์ม อย่าง TikTok ยังกีดกัน และผูกขาดการเลือกขนส่งเพียงรายเดียว คือ J&T อยู่แบบนี้
ด้านนายพรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การเติบโตของ TikTok ในฐานะแพลตฟอร์ม S-Commerce ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตา เพราะเป็นการผนวกธุรกิจโซเชียลมีเดียเข้ากับอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็เปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมผูกขาดหรือกีดกันการแข่งขันได้ง่ายขึ้น
“การที่แพลตฟอร์มควบคุมทั้งเนื้อหา การโฆษณา ระบบการชำระเงิน และขนส่ง อาจส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกับผู้เล่นรายเล็กที่ไม่สามารถต่อรองอะไรได้มาก และสุดท้ายอาจต้องออกจากตลาด” นายพรเทพกล่าว
เขาเสนอว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน เช่น การแยกบทบาทระหว่างโซเชียลมีเดียกับอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลอัลกอริธึมและค่าธรรมเนียมให้โปร่งใสมากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างจากประเทศอินโดนีเซียที่เคยสั่งแบน TikTok Shop ชั่วคราวเพราะพบพฤติกรรมกีดกันคู่แข่งและตั้งราคาต่ำกว่าทุน
ขณะที่สหภาพยุโรปเริ่มกำหนดให้ TikTok เป็น Gatekeeper ภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act (DMA) เพื่อจำกัดพฤติกรรมผูกขาดและเปิดตลาดให้แข่งขันอย่างเท่าเทียม คำถามสำคัญคือ ไทยจะเดินทางไหน จะปล่อยให้ตลาด S-Commerce ขยายตัวโดยไร้กติกา หรือจะเริ่มวางกรอบกำกับเพื่อปกป้องผู้บริโภคและผู้ค้าอย่างสมดุล