โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ฟลาโวนอยด์” สารต้านแก่-กันซึมเศร้า อยู่ในอาหารที่เราคุ้นเคย

เดลินิวส์

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 03.01 น. • เดลินิวส์
“ฟลาโวนอยด์” คืออะไร? นี่คือสารประกอบมหัศจรรย์ที่ช่วยต่อต้านความชรา ป้องกันภาวะซึมเศร้า ห่างไกลอัลไซเมอร์ และลดไขมันพอกตับ มีอยู่ในอาหารหลากหลายชนิด

วารสารวิชาการ "Nature Food" ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่เผยว่า การบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วย "ฟลาโวนอยด์" สามารถช่วยให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ, เบาหวาน, มะเร็ง, โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคความเสื่อมของระบบประสาท

นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการติดตามผลผู้เข้าร่วมกว่า 120,000 คน พบว่าผู้ที่บริโภคอาหารที่มี "ฟลาโวนอยด์" ในปริมาณมาก หรือหลากหลายชนิด มีอัตราการเสียชีวิต และอัตราการเกิดโรคเรื้อรังที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีรายละเอียดดังนี้

ความหลากหลายของฟลาโวนอยด์ : แม้จะบริโภคในปริมาณเท่าเดิม แต่ผู้ที่กินฟลาโวนอยด์หลากหลายชนิดที่สุด มีอัตราการเสียชีวิตลดลง 14%, ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลง 10%, เบาหวานลดลง 20%, มะเร็งลดลง 8% และโรคทางเดินหายใจลดลง 8% เมื่อเทียบกับผู้ที่กินฟลาโวนอยด์น้อยชนิดที่สุด

ปริมาณการบริโภคฟลาโวนอยด์: แม้ชนิดของฟลาโวนอยด์จะเท่าเดิม แต่ผู้ที่กินในปริมาณที่มากขึ้น มีอัตราการเสียชีวิตลดลง 16%, ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลง 9%, เบาหวานลดลง 12% และโรคทางเดินหายใจลดลง 13% เมื่อเทียบกับผู้ที่กินในปริมาณน้อย

ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มทั้งปริมาณและความหลากหลายของฟลาโวนอยด์ไปพร้อมกัน ยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวโดยรวม พูดง่ายๆ ก็คือ แค่เพิ่มอาหารที่อุดมด้วยฟลาโวนอยด์ อาทิ ชา, แอปเปิล, หรือ เบอร์รี่ เข้าไปในมื้ออาหารประจำวันเล็กน้อย ก็ช่วยให้เราอายุยืนยาวขึ้น และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังได้แล้ว

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ การบริโภคอาหารที่อุดมด้วยฟลาโวนอยด์ ยังช่วยลดความเสี่ยงของไขมันพอกตับ และภาวะสมองเสื่อมได้อีกด้วย

ในปี 2024 วารสาร"American Journal of Clinical Nutrition" ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่พบว่า การบริโภคอาหารที่มีฟลาโวนอยด์ในปริมาณมาก สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) รวมถึงลดไขมันและการอักเสบในตับได้อีกด้วย

เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคฟลาโวนอยด์น้อยที่สุด ผู้ที่บริโภคฟลาโวนอยด์มากที่สุดมีความเสี่ยงเป็น NAFLD ลดลง 19%, ปริมาณไขมันในตับลดลง 5.28% และความเสี่ยงของการอักเสบในตับลดลง 1.73%

นอกจากนี้ การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร"JAMA Network Open" ในปี 2024 ยังพบว่าผู้ที่บริโภคฟลาโวนอยด์มากที่สุด มีความเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมต่ำกว่าผู้ที่บริโภคน้อยที่สุดถึง 28% โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม, ความดันโลหิตสูง หรือมีอาการซึมเศร้า จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

จดลิสต์ด่วน! อาหารที่อุดมด้วย "ฟลาโวนอยด์"

ฟลาโวนอยด์ หรือที่เรียกว่า "สารแห่งการมีอายุยืนยาว" (Longevity Substance) เนื่องจากมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ, ต้านการอักเสบ, เป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้กับเนื้องอกบางชนิด และยังช่วยปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

แพทย์หญิงจั่วเสี่ยวเซี่ย หัวหน้าแพทย์โภชนาการจากศูนย์การแพทย์ที่ 8 ของโรงพยาบาลทั่วไปกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ได้ให้ข้อมูลในบทความที่เผยแพร่โดย Health Times ในปี 2023 ว่ามนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ฟลาโวนอยด์ได้เอง ต้องได้รับจากการบริโภคอาหารเท่านั้น โดยฟลาโวนอยด์มีมากกว่า 4,000 ชนิด แต่ชนิดที่เราคุ้นเคย ได้แก่

  • ผลไม้ตระกูลส้ม: ส้ม, มะนาว เป็นต้น
  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่: บลูเบอร์รี่, แบล็กเคอร์แรนท์, สตรอเบอรี่ เป็นต้น
  • ผักสีเข้ม: อุดมด้วยเควอซิทิน (Quercetin), แอนโทไซยานิน (Anthocyanin), และเอพิเจนิน (Apigenin) เช่น กะหล่ำปลีม่วง, ต้นหอม, เคล, บรอกโคลี, คะน้า, ผักโขม และผักสีเขียวเข้มหรือสีม่วงเข้มอื่นๆ
  • ผักที่มีรสเผ็ดร้อนและผักตระกูลกะหล่ำ: เช่น หัวหอม, ต้นหอม และผักตระกูลกะหล่ำอย่างบรอกโคลี, กะหล่ำดอก มักอุดมด้วยฟลาโวนอยด์
  • ชา: โดยเฉพาะชาขาวและชาเขียว มีปริมาณฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง
  • ถั่วเหลือง: รวมถึงถั่วเหลือง, ถั่วดำ, ถั่วเขียว
  • เครื่องเทศ: ได้แก่ พาร์สลีย์, ไธม์, พริก, กานพลู เป็นต้น

แพทย์หญิงจั่วเสี่ยวเซี่ย แนะนำว่าโดยทั่วไปควรบริโภคฟลาโวนอยด์ประมาณ 500-600 มิลลิกรัมต่อวัน ตัวอย่างเช่น การกินเบอร์รี่ 100 กรัม, ส้ม 100 กรัม, ดื่มชาขาวหนึ่งถ้วย, และกินผลิตภัณฑ์จากถั่ว 1-2 อย่าง ก็เพียงพอต่อความต้องการฟลาโวนอยด์ในแต่ละวันแล้ว

4 เทคนิคง่ายๆ กินฟลาโวนอยด์ให้เพียงพอ!

กินผักผลไม้สีเข้มให้หลากหลาย : ฟลาโวนอยด์พบมากในพืชผัก ดังนั้นจึงไม่ควรกินอาหารไม่สมดุล และควรเลือกผักผลไม้ที่มีสีสดใส เช่น สีส้มเหลือง, สีม่วงเข้ม, สีเขียว เพราะอาหารที่มีสีสดใสจะอุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์

พยายามกินแบบไม่ปอกเปลือก : ฟลาโวนอยด์ส่วนใหญ่จะอยู่ในเปลือกของอาหาร เช่น แอปเปิล องุ่น หลังจากล้างให้สะอาดแล้ว สามารถกินได้ทั้งเปลือก หากนำไปคั้นน้ำผลไม้ ก็ควรคั้นพร้อมเปลือกด้วย

กินตามฤดูกาล : ฟลาโวนอยด์เป็นสารออกฤทธิ์ที่พบมากในอาหารสด การเลือกกินอาหารสดใหม่และหลากหลายตามฤดูกาล ไม่เพียงช่วยให้ได้รับฟลาโวนอยด์อย่างเพียงพอ แต่ยังช่วยตอบสนองความต้องการสารอาหารอื่นๆ ด้วย

หลีกเลี่ยงการปรุงด้วยความร้อนสูง : นักโภชนาการหวังลู่ ได้เตือนในบทความของ Popular Science ในปี 2024 ว่าการให้ความร้อนสูงเป็นเวลานาน จะทำลายการออกฤทธิ์ของฟลาโวนอยด์ ดังนั้นจึงแนะนำให้กินผลไม้สดๆ, ผัดผักแบบเร็วๆ หรือทำสลัด, ชงชาด้วยน้ำที่ไม่ร้อนจัดเกินไป และไม่ควรแช่ชานานเกินไป

ที่มาและภาพ : sohu, freepik

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...