โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จี้เปิดข้อมูล 90% ของสินค้าสหรัฐฯ ที่ให้ภาษี 0% หวั่น SME เจ๊งเพิ่ม แนะรัฐเร่งออกมาตรการรองรับ

THE STANDARD

อัพเดต 24 ก.ค. 2568 เวลา 01.57 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 01.57 น. • thestandard.co
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จี้เปิดข้อมูล 90% ของสินค้าสหรัฐฯ ที่ให้ภาษี 0% หวั่น SME เจ๊งเพิ่ม แนะรัฐเร่งออกมาตรการรองรับ

เงื่อนไขที่ทีมไทยแลนด์เสนอภาษี 0% ให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 90% ในรายละเอียดยังขาดความชัดเจนว่าเป็นสินค้าประเภทใดบ้าง จึงประเมินผลกระทบได้ยาก ส่งผลให้ SME เริ่มกังวลว่าอาจเป็นอีกปัญหามาซ้ำเติมภาค SME ให้กิจการเพิ่มอีก

แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับสหรัฐฯ และมีแนวโน้มที่จะลดภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการเหลือ 0% เพื่อเป็นหนึ่งในเงื่อนไขเพื่อแลกกับการขอลดภาษีสินค้าของไทยที่สหรัฐฯ ประกาศจะเก็บในอัตรา 36% โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาผลกระทบในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และภาคเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหากไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ

แสงชัยกล่าวว่า การพิจารณาลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหลือ 0% นั้นไม่สามารถมองในภาพรวมได้ แต่ต้องพิจารณาเป็นรายกลุ่มสินค้าและผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งในแนวนอนและแนวตั้ง โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีฐานผู้ผลิต SME หรือเกษตรกรจำนวนมากและมีความเปราะบางในการแข่งขัน

ผลกระทบต่อภาคเกษตร กรณีศึกษา ‘เนื้อหมู’

แสงชัย ยกตัวอย่าง ‘เนื้อหมู’ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่น่ากังวลอย่างยิ่งเพราะมีความเกี่ยวข้องกับเกษตรกรที่เป็น SME จำนวนมาก หากมีการลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% โดยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างด้านต้นทุนการผลิตระหว่างไทยและสหรัฐฯ ดังนี้

  • สหรัฐฯ มีฟาร์มขนาดใหญ่ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ต่ำ ทำให้ราคาหมูต่อกิโลกรัมอยู่ที่ประมาณ 1.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นฟาร์มขนาด SME ต้นทุนการผลิตสูงกว่า ทำให้ราคาหมูต่อกิโลกรัมอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ

“หากหมูจากสหรัฐฯ เข้ามาในราคาที่ต่ำกว่า แม้จะรวมค่าขนส่งแล้ว ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในประเทศกว่า 150,000 ราย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้” แสงชัยกล่าว

จี้เปิดข้อมูล 90% ของรายการสินค้าสหรัฐฯ ให้ภาษี 0% คือกลุ่มไหน

ประเด็นสำคัญที่แสงชัยตั้งคำถามคือ รายละเอียดของข้อมูลรายการสินค้า 90% ที่รัฐบาลเสนอให้สหรัฐฯ นำเข้าโดยลดภาษีเหลือ 0% ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยสู่สาธารณะยังขาดความชัดเจน ทำให้ภาคเอกชนและเกษตรกรไม่สามารถประเมินผลกระทบที่แท้จริงได้

ภาพ: แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

“เราไม่ได้ปฏิเสธการลดภาษี หากไม่กระทบผู้ประกอบการและเกษตรกรในประเทศ แต่หากกระทบจนทำให้พวกเขาต้องปิดกิจการหรือปลดพนักงาน รัฐบาลจะต้องมีมาตรการชดเชยหรือแผนรองรับที่ชัดเจน” แสงชัยกล่าว

มาตรการรองรับที่สมาพันธ์ฯ เสนอแนะ ได้แก่ มาตรการทางการเงิน การปรับเปลี่ยนตลาด การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือการยกระดับคุณภาพสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย

ความกังวลเรื่อง ‘ภาษีทรัมป์ – ปัญหา Transhipment’

นอกจากประเด็น FTA แล้ว ยังแสดงความกังวลต่อภาษีทรัมป์ ซึ่งหากกำหนดอัตราที่ 20% กับไทยก็ยังถือว่าไทยพอจะแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ เงื่อนไขแฝง ที่สหรัฐฯ อาจกำหนดเพิ่มเติมเข้ามาแลกกับการลดภาษี และมาตรการตอบโต้การ Transhipment หรือการสวมสิทธิ์สินค้า

“หากสินค้าไม่ได้ผลิตในประเทศไทย แต่เป็นการนำเข้าจากประเทศอื่นเพื่อสวมสิทธิ์ส่งออกสหรัฐฯ ภาษีที่เรียกเก็บจะถูกคำนวณจากอัตราภาษีของไทยรวมกับอัตราภาษีของประเทศต้นทาง ซึ่งจะทำให้ไทยเสียเปรียบและถูกตอบโต้ได้” แสงชัย อธิบาย

ดังนั้น รัฐบาลต้องมีกลไกกำกับดูแลเรื่อง Transhipment และสินค้าสวมสิทธิ์อย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยตกเป็นเครื่องมือและได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ประกอบการไทยบางรายไปร่วมมือกับต่างชาติในการทำ Transhipment

ภาระหนี้สินสูง ปัญหาใหญ่ที่เร่งด่วน ของ SME ไทย

แสงชัยย้ำว่า ปัญหาเร่งด่วนและน่ากังวลที่สุดสำหรับ SME ไทยในขณะนี้คือ ปัญหาภาระหนี้สินที่สูงของ SME ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ที่เป็นปัญหาปัจจัยฉุดรั้งไม่ให้ผู้ประกอบการสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ทั้งนี้จากผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั่วประเทศกว่า 2,700 รายที่ตอบแบบสอบถาม พบผลสำรวจ ดังนี้

  • 4.7% ของ SME มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจ ‘แย่’
  • 52% มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจ ‘ค่อนข้างแย่’
  • 42.8% มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจ ‘ทรงตัว’
  • 0.5% มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจ ‘ดี’

ดังนั้น หมายความว่าเกือบ 57% ของ SME ทั่วประเทศที่ตอบแบบสอบถาม มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ ‘แย่’ ถึง ‘ค่อนข้างแย่’ และเกินครึ่งมีภาระหนี้นอกระบบ โดยสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจร้านอาหาร ภัตตาคาร และร้านค้าปลีกรายย่อย เริ่มส่งสัญญาณออกมาเสียงดังขึ้นว่า ‘ไปต่อไม่ไหวแล้ว’ จนต้องทยอยปิดกิจการ และส่งผลให้มีการปลดพนักงานลง

“ภาระหนี้สินนี้เป็นปัญหาใหญ่กว่าภาษีการค้าใดๆ เพราะมันทำให้ SME ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือขยับขยายกิจการได้ และหากมาตรการภาษีการค้าออกมาไม่ดี ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้สินให้วิกฤตมากขึ้น ซึ่งผลกระทบจากภาษีอาจไม่เห็นผลในทันที แต่จะเริ่มปรากฏในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ซึ่งประเด็นผลกระทบภาษีสหรัฐฯ อาจจะมาซ้ำเติมเพิ่มจากปัญหาภาระหนี้สินสูงของ SME ให้มีความเสี่ยงปิดกิจการเพิ่มเติม หากไม่เตรียมมาตรการช่วยเหลือรับมือให้พร้อม” แสงชัย กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...