ชาวสวนเซ็งราคายางนิ่ง หลังจีนผลิตอีวีลดลง พิษค่าเงินบาทแข็ง ป่วนซ้ำฉุดแข่งขันส่งออก
ชาวสวนเซ็งราคายางนิ่ง หลังจีนผลิตอีวีลดลง พิษค่าเงินบาทแข็ง ป่วนซ้ำฉุดแข่งขันส่งออก
น.ส.อธิวีณ์ แดงกนิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ปี 2567 ไทยผลิตยางพาราได้ประมาณ 4.79 ล้านตัน ใช้ในประเทศประมาณ 1.2 ล้านตัน หรือประมาณ 25% ของผลผลิตยางพาราที่ผลิตได้ทั้งประเทศ ส่งออกได้ประมาณ 3.94 ล้านตัน ลดลง 2.2% จากปีก่อนหน้า ซึ่งจะเห็นได้ว่ายางพาราที่มีการใช้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีปริมาณ 5.14 ล้านตัน เกินกว่าการผลิตได้ทั้งหมด ประมาณ 3.3 แสนตัน
สำหรับปริมาณการใช้ยางพาราที่สูงกว่าการผลิต 3.3 แสนตันนั้น มากจากสต๊อกของเอกชน ที่นำออกมาใช้ในประเทศและส่งมอบในการส่งออก หลังจากเมื่อ 2-3 ปีก่อนกระแสรถยนต์ไฟฟ้า ( อีวี ) มีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถอีวีจีนส่งผลให้ปี 2567 ไทยยังส่งออกจีนเป็นอันดับ 1 ครองส่วนแบ่งตลาดส่งออกที่ใหญ่สุดของไทยที่สัดส่วน 54.77 % ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด
ส่วนปี 2568 รถอีวีเริ่มมีการชะลอตัวโดยเฉพาะผู้ผลิตใหญ่อย่างจีน ผู้ผลิตรถอีวีที่เหลืออยู่มีเพียงรายใหญ่ๆ รายเล็กรายน้อยก็ล้มหายตายจากไป ส่งผลให้แม้สต๊อกยางพาราในประเทศและทั่วโลกจะลดลง แต่ราคายางพาราไม่ปรับเพิ่มขึ้น เพราะขณะนี้ภาพรวมรถอีวีเพิ่มมีการชะลอการผลิต ความต้องการใช้ยางพารา ไปเป็นล้อยางรถอีวีในช่วงที่ผ่านมาลดลงเช่นกัน
“ขณะนี้เชื่อว่าสต๊อกยางทั่วโลกรวมทั้งสต๊อกยางไทย ซึ่งจะเป็นสต๊อกยางพาราของเอกชนลดลง ทำให้ช่วงปิดกรีดที่มีฝนตกหนักประมาณ มี.ค.-พ.ค.เอกชนจะนำสต๊อกยางพาราออกมาใช้ ส่งผลให้ปริมาณการใช้ยางมากกว่า การผลิตในประเทศ”
น.ส.อธิวีณ์ กล่าวว่า จากความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจโลก ตลอดจนความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อราคายางพารา ล่าสุดค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.7 ต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการแข่งค่าที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ของยางพาราไทยในตลาดส่งออกหลัก อย่าง จีน สหภาพยุโรป ( อียู ) สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และ มาเลเซีย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยางพาราไทยยังมีความพร้อม ในการรองรับการประกาศใช้กฎระเบียบว่าด้วยการไม่ตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) หากมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ถือเป็นกฏระเบียบที่หากประกาศใช้จะสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ยางพาราไทย
นอกจากนี้ไทยยังใช้นโยบายเลื่อนกรีดยางพาราเพื่อลดปริมาณยางในระบบซึ่งความต้องการที่เท่าเดิมจะทำให้ราคายางพารามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลก
สถานการณ์ราคายางพารา ย้อนหลังไป 2 ปี คือปี 2566-2568 ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาเคยสูงสุด 94.44 บาท/กิโลกรัม (ก.ก.) ราคาต่ำสุด 45.11บาท/ก.ก. และ ณ วันที่ 6 มิ.ย. 2568 ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาอยู่ที่ 65.90 บาท/ก.ก.
น้ำยางสดราคาเคยสูงสุด 82.64 บาท/ ก.ก. ราคาต่ำสุด 40 บาท/ก.ก. และณ วันที่ 6 มิ.ย. 2568 ราคาอยู่ที่ 56 บาท/ก.ก. ยางก้อนถ้วย ราคาเคยสูงสุด67.94 บาท/ ก.ก. ราคาต่ำสุด 36.50 บาท/ก.ก. และณ วันที่ 6 มิ.ย. 2568 ราคาอยู่ที่ 61.70 บาท/ก.ก.
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชาวสวนเซ็งราคายางนิ่ง หลังจีนผลิตอีวีลดลง พิษค่าเงินบาทแข็ง ป่วนซ้ำฉุดแข่งขันส่งออก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th