เจาะกลยุทธ์ฝ่าตลาดหุ้นผันผวน ด้วยกลุ่ม “Defensive Growth”
ตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนจากปัจจัยกดดันภายในและภายนอกประเทศ ทั้งมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐที่ยังมีความไม่แน่นอน และประเด็นการเมืองภายในประเทศที่ยังต้องติดตาม ทำให้นักลงทุนยังคงเฟ้นหากลยุทธ์และหุ้นที่น่าจะมีภูมิต้านทาน ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำคำมาอย่างต่อเนื่อง “ถือ” กลุ่ม Defensive Growth
โดยหุ้นในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ ADVANC เนื่องจากผลการทำเนินงานที่แข็งแก่รงในไตรมาส 1/68 และแนวโน้มธุรกิจยังเติบโตได้ต่อเนื่อง จึงปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 350 บาท โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) การให้บริการมือถือที่เพิ่มขึ้น การขยายฐานลูกค้าบรอดแบนด์ และอัตราการทำกำไรที่ขยายตัวเป็นปัจจัยหนุน พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ" ADVANC
ถัดมาเป็น TRUE ฝ่ายวิเคราะห์ามองว่าประมาณกำไรปี 2568 มี upside เนื่องจากกำไรไตรมาส 1/68 คิดเป็น 29% ของประมาณการทั้งปีของเราแล้ว และคาดว่ากำไรในไตรมาสต่อๆ ไปจะดีขึ้นต่อเนื่อง จากแผนการลดต้นทุนที่ดำเนินต่อแม้ว่าการเติบโตของรายได้อาจอ่อนแอกว่าคู่แข็ง ให้คำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 14 บาท
3BBIF ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า แม้กําไรอ่อนตัวลงในไตรมาส 1/68 เนื่องจากรายการพิเศษ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงทางลบต่อประมาณการกําไรของเรา แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 7 บาท เนื่องจากคาดว่ากองทุนจะยังจ่ายเงินปันผลต่อปีได้ที่ 0.64 บาทต่อหน่วย ซึ่งเทียบเป็นอัตราตอบแทนเงินปันผลที่สูงถึง 11% ภายใต้สถานการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยขาลง
CKP ฝ่ายวิเคราะห์มองปริมาณภารผลิตไฟฟ้ารวมจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำสองแห่งของ CKP ในเดือนเมษายน สูงขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ยังอยู่ในระดับสูง จากการทยอยปล่อยน้ำจากเขื่อนในประเทศจีนที่อยู่ต้นน้ำขึ้นไป ซึ่งมีปริมาณน้ำสะสมจากฤดูฝนปีก่อนสูง เราคาดแนวโน้มปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่แข็งแกร่งนี้จะต่อเนื่องไปตลอดในไตรมาส 2/68 ทั้งจากแรงหนุนของฝนที่เริ่มตกเร็วในปีนี้และการปล่อยน้ำจากเขื่อนต้นนำของจีนยังดำเนินต่อ ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5 บาท
PR9 ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า ผลการดําเนินงานของ PR9 ยังคงเหนือคู่แข่งส่วนใหญ่ และเป็นหุ้นที่เราชอบที่สุดในกลุ่ม หลังผ่านช่วงการลงทุน โดยบริษัทอยู่ในช่วงใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ ซึ่งยังคงเป็นแรงหนุนรายได้และอัตรากําไร คาดว่า EPS จะเติบโตที่ 16 และ 11% รวมถึงมี ROE เพิ่มขึ้นเป็น 14.5 และ 14.7% ในปี 2568-2569 ตามลำดับ ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 30 บาท
EGCO ฝ่ายวิเคราะห์คงคำแนะนํา “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 120 บาท โดยมองผลกําไรและการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากโรงไฟฟ้าที่กระจายตัวทั้งในแง่ชนิดเชื้อเพลิงและสถานที่ตั้งจะทำให้บริษัทคงอัตราผลตอบแทนปันผลที่ 6% ได้
BPP ฝ่ายวิเคราะห์ายังแนะนํา “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10 บาท ด้วยอัตราตอบแทนปันผลที่น่าสนใจกว่า 8% และคงประมาณการแม้กําไรไตรมาส 1/68 จะคิดเป็นเพียง 23% ของการคาดการณ์ทั้งปี 2568 เนื่องจากเราคาดผลประกอบการจะดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หนุนโดยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงในสหรัฐฯ ตามผลทางฤดูกาล และต้นทุนราคาถ่านหินที่ลดลง
BCPG ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า แม้ผลการดําเนินงานไตรมาส 1/68 จะออกมาอ่อนแอ แต่เรายังคงประมาณการกําไร และคำแนะนำ “ซื้อ” BCPG ราคาเป้าหมาย 9 บาท เนื่องจากเชื่อว่ากําไรไตรมาส 1/68 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ และคาดผลประกอบการฟื้นตัวอย่างมีนัยสําคัญในไตรมาสต่อๆ ไป จากการทยอยขยายกําลังผลิต และการปรับขึ้นค่าพลังไฟฟ้า (capacity payment) ในสหรัฐฯ
ส่วน DIF บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากคาดว่ามีความสามารถจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอจากรายได้ค่าเช่าเป็นสัญญาระยะยาวถึงปี 2576 และมีโอกาสต่ออายุสัญญาอีก 10 ปีตามเงื่อนไขรายได้บรอดแบนด์กลุ่ม TRUE รวมทั้งมี catalyst บวกจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1/68 เป็นไปตามคาด และเงินปันผลดีกว่าคาดเล็กน้อย โดยคงประมาณการปี 2568 คาดกำไรจากการลงทุนทรงตัว และคาดจ่ายเงินปันผล 0.88บาท (yield 11%) ให้ราคาเป้าหมาย 11.40 บาท