โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

'อนุสรณ์'เสนอปฏิรูปนโยบายการเงิน แนะธปท. ยึดปชช.เป็นศูนย์กลาง

Khaosod

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 09.39 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2568 เวลา 07.32 น.

'อนุสรณ์ ธรรมใจ' เสนอปฏิรูปภาคการเงิน นโยบายการเงิน และปรับเปลี่ยน ธปท. ให้ยึดปชช.เป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น เสี่ยงภาวะเงินฝืดหากไม่ปรับนโยบายการเงิน

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายการเงิน นโบบายอัตราแลกเปลี่ยน การกำกับดูแลสถาบันการเงินและระบบการชำระเงินต้องมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพลวัตทางเศรษฐกิจการเงินโลก สามารถรับมือความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกภายใต้สงครามการค้า การบริหารนโยบายการเงินและมาตรการเงินนอกจากต้องดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินแล้ว ต้องสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนด้วย มาตรการทางการเงินต้องสนับสนุนการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม บทบาทของธนาคารกลางต้องถูกปรับเปลี่ยนให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น การมีนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่สอดประสานกันจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยสูงขึ้นโดยที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย ไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมายเช่นที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ล่าสุด อัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ปรับตัวลดลงติดลบ -0.57% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีที่แล้ว เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวกอยู่ เงินเฟ้อไทยต่ำที่สุดในอาเซียนโดยอยู่ในอันดับต่ำสุดอันดับ 7 ของโลก โดยคาดการณ์ว่าทั้งปี อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยน่าจะอยู่ต่ำกว่า 1% ภาวะดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้ภาวะเงินฝืดมากขึ้นตามลำดับ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเพื่อลดความเสี่ยงภาวะเงินฝืดในอนาคต

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้สมัครเข้ารับการสรรหาตำแหน่งผู้ว่า ธปทเปิดเผยว่า การอาสา สมัครเข้ารับการสรรหาการเป็นผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ครั้งนี้ของตนเป็นครั้งที่สอง การอาสาครั้งนี้เพื่อทำงานให้กับประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี ระบบการเงินโลก นอกจากนี้ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจและแรงกดดันทางด้านการเงินการคลังเพิ่มขึ้น ตนมีความมุ่งมั่นต้องการปฏิรูปภาคการเงิน นโยบายการเงิน และปรับเปลี่ยน ธปท ให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น ผู้ว่า ธปท คนใหม่ ควรสละเงินเดือนบางส่วนช่วยสังคมผ่านองค์กรต่างๆรวมทั้งจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จัดตั้งกองทุนเพื่อการปฏิรูปภาคการเงิน จัดตั้งกองทุนรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ จากเงินเดือน 1.1 ล้านบาทต่อเดือน เบี้ยประชุม 4.72 ล้านบาทต่อปี เมื่อพิจารณาถึงฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ พิจารณาระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ เงินเดือนและค่าตอบแทนของผู้ว่าธนาคารกลางของไทยสูงกว่าผู้ว่าธนาคารกลางของประเทศร่ำรวยหลายประเทศทีเดียว สมควรนำค่าตอบแทนบางส่วนมาช่วยเหลือกิจการสาธารณประโยชน์

ความจริงแล้ว ประเทศไทยต้องการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เพื่อแก้ปัญหาในมิติต่างๆและเตรียมรับมือความท้าทายในอนาคต การปฏิรูปภาคการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปประเทศ ภาคการเงินต้องรับใช้ประชาชน ต้องทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ต้องทำให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมดีขึ้น แข่งขันได้ ขยายตัวได้ โดยที่ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคงมีเสถียรภาพและมีผลกำไรที่เหมาะสม นโยบายการเงินต้องสอดประสานกับนโยบายการคลัง การบริหารหนี้สาธารณะและนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆเพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง สนับสนุนการแก้ปัญหาหนี้และส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคเอกชนและภาคประชาขน นโยบายการเงินผ่านกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) โดยกรอบเป้าหมายควรมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพลวัตเศรษฐกิจภายในและเศรษฐกิจโลกอย่างเท่าทันโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อเป้าหมายหรือหลักเกณฑ์มากเกินไปจนขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ดำเนินนโยบายการเงินให้เกิดความสมดุลมากขึ้นระหว่างการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ใช้นโยบายดอกเบี้ยควบคู่มาตรการเงินอื่นๆในการส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น ลดภาระหนี้ให้ประชาชนและภาคเอกชนโดยมีเป้าหมายให้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลงมาอยู่ที่ระดับ 70% ในปี พ.ศ. 2572 และทำให้โครงสร้างทางการเงินของภาคธุรกิจไทยเข้มแข็งขึ้น บริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพและส่งเสริมภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยวและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการสื่อสารนโยบายการเงินเพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อเป้าหมายระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาวของนโยบายการเงินโดยไม่ให้เกิดภาพความขัดแย้งกับหน่วยงานทางเศรษฐกิจอื่นๆ และ ไม่ให้ลดทอนความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย เปลี่ยนแปลงการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศด้วยการกระจายความเสี่ยงของการถือครองหรือการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆเพิ่มมากขึ้นจากความผันผวนของดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่มีความเสี่ยงทางด้านมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมให้ “เงินบาท” เป็นทางเลือกในการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของดอลลาร์สหรัฐและเพิ่มบทบาท “เงินบาท” ในตลาดการเงินภูมิภาค

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า นโยบายผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกเป็นเรื่องท้าทายและมีความสำคัญ ถือเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมบริการการเงิน การลงทุนที่มีมูลค่าสูง ถือเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่จะทำให้ศักยภาพในการเติบโตของไทยสูงขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาบทเรียนความสำเร็จและล้มเหลวของนโยบายที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคด้วยการเปิดเสรีทางการเงินช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี พ.ศ. 2540 ให้ดีด้วยว่า ทำไม มาตรการ BIBF จึงสะดุดและยังเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกินตัวและธุรกรรมเก็งกำไรเกินขนาดในตลาดหลักทรัพย์และตลาดอสังหาริมทรัพย์

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า หากเราต้องการให้ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกอาจต้องมียุทธศาสตร์และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการแต่จะเป็นประโยชน์แน่นอน การตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก เราต้องทำให้อันดับ Global Financial Centers Index ของกรุงเทพฯมาอยู่ที่ 20 อันดับแรกเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ การดำเนินการไปสู่เป้าหมายมีความท้าทายจากการที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเติบโตต่ำมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ อยู่ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้า มีข้อจำกัดฐานะทางการคลังมากขึ้น

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไท กล่าวต่อว่า เวลาเราพูดถึง ศูนย์กลางทางการเงิน เรามักหมายถึง เมืองหรือประเทศที่สามารถดึงดูดให้สถาบันการเงิน สถาบันการลงทุนจำนวนมาก ทั้งสถาบันระดับภูมิภาคและระดับโลก เข้ามาลงทุนและใช้เป็นศูนย์กลางในการทำธุรกรรมทางการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศ และ หากต้องการเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกระดับต้นๆควรต้องมีสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไม่น้อยกว่า 200% ของจีดีพี ความท้าทายของไทยในการนำพา “กรุงเทพ” สู่ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก มีดังต่อไปนี้ ประการแรก สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเอื้อต่อการประกอบธุรกิจการเงินและการลงทุนหรือไม่ สะท้อนมาที่ดัชนีความง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยเฉพาะในมุมของนักลงทุนมักให้ความสำคัญอัตราภาษีที่ต่ำ ไม่ซ้ำซ้อนและต้นทุนต่ำ ประเทศไทยอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร แต่มีความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไม่ดีนัก มีรัฐประหารและการเปลี่ยนแปลงการเมืองไม่เป็นไปตามวาระและวิถีทางประชาธิปไตยบ่อยครั้ง ประการที่สอง ระดับการเปิดเสรีทางการเงินและการลงทุนอยู่ที่ระดับไหน (Level of Financial and Investment Liberalization) กรุงเทพฯมีระดับการเปิดเสรีภาคการเงินไม่สูงเท่ากับสิงคโปร์ ฮ่องกง นิวยอร์ก ลอนดอน ซานฟานซิสโก ชิคาโก บอสตัน ลอสแองเจลีส เวียนนา มิลาน ปารีส หรือ หมู่เกาะอย่างเคย์แมน บริติชเวอร์จิน แต่ไทยมีระดับการเปิดเสรีในระดับที่พัฒนาต่อยอดได้ ประการที่สาม ความพร้อมของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงิน ประเทศไทยมีความพร้อมในระดับปานกลาง ยังต้องพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินและการลงทุนเพิ่มเติมอีกมาก ประการที่สี่ ความเชื่อมั่นและการยอมรับในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เกี่ยวข้องกับวางระบบกฎหมาย การที่กระทรวงการคลังจะมีแผนในการจัดทำกฎหมายทางการเงินใหม่ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญในอนาคต การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคม ไอทีและเทคโนโลยีสารสนเทศถือว่ามีความสำคัญมากในระบบการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัล ประการที่ห้า ระบบความมั่นคงปลอดภัยในการให้บริการและระบบความมั่นคงปลอดภับทางไซเบอร์และธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ ประการที่หก การกำกับดูแล ความมีธรรมาภิบาลที่เป็นมาตรฐานสากล ความคงเส้นคงวาและคาดการณ์ได้ของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับระบบสถาบันการเงิน นโยบายการเงินและนโยบายการลงทุน

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึง นโยบายการกำกับดูแลสถาบันและระบบการชำระเงินว่า ต้องสอดคล้องกับการเงินดิจิทัลกระจายศูนย์ ประสานยุทธศาสตร์และแผนงานภาคการเงินเข้ากับภาคตลาดทุนที่มีแผนพัฒนาตลาดทุน การกำกับดูแลให้ระบบการเงินมีความมั่นคง (Prudential Supervision)

การสร้างตาข่ายรองรับกรณีสถาบันการเงินล้ม ตอนนี้เราก็มีการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากและดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว ต้องส่งเสริมให้มีการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางการเงิน (Financial Safety Net) ทำให้แก้ปัญหาผลกระทบทางลบลูกโซ่ (Contagion Effect) หากเกิดปัญหาวิกฤติการเงินในอนาคต หรือ ป้องกันผลกระทบอันไม่พึงประสงค์หรือผลกระทบในทางลบ (Negative Externality) ต่างๆได้ระดับหนึ่ง

การพัฒนาการกำหนดเกณฑ์ ข้อบังคับเรื่องการถือสินทรัพย์และทุน (Restrictions on asset holdings and Bank Capital Requirements) ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับระบบการเงินดิจิทัล ธปท ต้องส่งเสริมและกำกับให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ Basel III เพื่อป้องกันวิกฤตการณ์ในอนาคต พัฒนาหลักเกณฑ์และการกำกับให้มีการลดปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงขาดจริยธรรม (Moral Hazard) ของสถาบันการเงิน ขณะเดียวกันก็เป็นข้อบังคับที่ทำให้ธุรกิจธนาคารและอุตสาหกรรมการเงินของเราสามารถแข่งขันได้ภายใต้โลกาภิวัตน์ทางการเงิน มีมาตรการสนับสนุนให้สถาบันการเงินลงทุนทางด้าน Cyber Security และ Big Data Analytics

การกำกับดูแลธนาคารโดยการออกใบอนุญาตและการตรวจสอบที่เข้มแข็ง มีคุณภาพ ระบบตรวจสอบให้สถาบันการเงินมีความมั่นคง หากไม่มั่นคงฝ่ายกำกับตรวจสอบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยก็สามารถสั่งให้หยุดดำเนินการได้เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม พัฒนาระบบประกันเงินฝาก ระบบบริหาร Systemic Risk, กลไก the lender of last resort, Solvency regulations ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ต้องปฏิรูปนโยบายการกำกับดูแลสถาบันการเงินโดยให้ความสำคัญต่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำ การลงทุนทางด้านวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น การปฏิรูปเศรษฐกิจให้เกิดความเท่าเทียมจึงต้องเกี่ยวข้องกับนโยบายการบริหารจัดการระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงิน เพิ่มการแข่งขันกันอย่างเสรีในภาคบริการการเงิน ทำให้การเข้าถึงบริการการเงินทั่วถึงเท่าเทียมกันมากขึ้น สนับสนุนการเงินดิจิทัลเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและเท่าทันบริบทโลกใหม่ รวมทั้งการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านสถาบันการเงิน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดภาระแก่ผู้ให้บริการทางการเงิน ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น สนับสนุนการเปิดเสรีภาคการเงินเพิ่มเติมและเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ Virtual Banks ในระบบสถาบันการเงิน ส่งเสริมให้ FINTECHs ให้บริการทางการเงินได้ครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้ง P2P Lending Platform

นโยบายเกี่ยวกับระบบการชำระเงิน การพัฒนาระบบการชำระเงินนั้นต้องสอดคล้องกับภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบการชำระเงินมีความมั่นคงปลอดภัย ทำธุรกรรมสะดวกไม่มีอุปสรรคทางด้านเวลาและสถานที่ รวดเร็ว ด้วยค่าธรรมเนียมต่ำลงเรื่อยๆ

พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและการชำระเงินสำหรับภาคธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น ส่งเสริม Digital Payment อย่างครบวงจร พัฒนาระบบ PromptBIZ ซึ่งเป็นระบบชำระเงินกลางสำหรับภาคธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถทำธุรกรรมการค้า การลงทุน การชำระเงินของธุรกิจที่สามารถข้ามธนาคาร ข้ามพรมแดนในรูปธุรกรรมดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย สะดวกและรวดเร็ว โดยระบบนี้สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การบริการสินเชื่อและบริการอื่นๆทางการเงินได้อีก พัฒนาระบบการชำระเงินและโอนเงินระหว่างประเทศที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และ การส่งเสริมการใช้ “เงินบาท” และ มีเป้าหมายให้ “เงินบาท” เป็น เงินสกุลสำคัญในภูมิภาค พัฒนาการเชื่อมโยงการโอนเงินและการชำระเงินระหว่างประเทศ โดยผลักดันให้ ASEAN Payment Connectivity และ ประเทศอื่นที่มีธุรกรรมต่อกันจำนวนมากให้เกิดผลเป็นจริงโดยเร็ว

สำหรับการจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติของกระทรวงการคลัง คาดว่าจะทำให้ ประชาชนและธุรกิจรายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากระบบสถาบันการเงินได้โดยตรง สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีขึ้นหลังจากมีการค้ำประกันโดยสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ และคาดว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน กฎหมายธุรกิจการเงินใหม่ สิทธิประโยชน์ใหม่ ระบบนิเวศทางการเงินใหม่ ที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องแข่งขันและดึงดูดสถาบันการเงินและนักลงทุนจากทั่วโลกได้จริงจึงจะทำให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก ศูนย์กลางทางการเงินของโลกในอันดับต้นๆมีความพร้อมและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสถานะความเป็นศูนย์กลางให้คงอยู่ต่อไป นอกจากนี้ ต้องให้ความสนใจว่า ผลประโยชน์จากการพัฒนาสู่ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของไทยได้กระจายมายังประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่ อย่างไร

การมีโครงสร้างธรรมาภิบาลของระบบการชำระเงิน การให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการมีธรรมาภิบาลข้อมูล การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลสำหรับรายย่อยที่ออกโดยธนาคารกลาง (Retail CBDC) การชำระเงินดิจิทัลเป็นทางเลือกหลักที่เข้าถึงผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม ยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมศักยภาพและการแข่งขันของไทยในทุกระดับ และ มุ่งสู่สังคมไร้เงินสดหรือใช้เงินสดน้อยลง การพัฒนาระบบการให้ความรู้ทางการเงินเพื่อป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์และกลโกงรูปแบบต่างๆ สร้างองค์ความรู้ทางด้าน “การเงินดิจิทัล” และ “สินทรัพย์ดิจิทัล” ให้กับประชาชน พัฒนาระบบการกำกับดูแล ตรวจสอบ บริหารความเสี่ยงระบบการชำระเงินที่มีความยืดหยุ่น รองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพลวัตต่างๆได้อย่างมีประสิทธิผลและเท่าทันต่อความเสี่ยงใหม่ๆ มีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาระบบกฏหมาย ระบบการบังคับใช้เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินออนไลน์ให้มีความทันสมัย ครอบคลุมเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มมาตรการเชิงป้องกัน เสริมเครื่องมือทางกฎหมายที่ยังขาด มี One-Stop Service เพื่อแก้ปัญหาและสร้าง Information Sharing Platforms เพื่อประโยชน์ในการสืบสวน การดำเนินคดีและป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ธปท ต้องดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย (Integrated Policy Framework: IPF) อย่างสมดุล ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่มีแบ่งแยกขั้ว (Geoeconomic Fragmentation) กรอบนโยบายการเงินอย่างสมดุลนี้ ต้องครอบคลุมมิติเสถียรภาพด้านราคา มิติการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมิติเสถียรภาพระบบการเงิน ต้องมีการผสมผสานนโยบายเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางที่ฟื้นตัวช้า ต้องยกระดับศักยภาพขององค์กรและบุคลากรของ ธปท ปรับพันธกิจ โครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับระบบการเงินแบบดิจิทัล ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้บทบาทหน้าที่ของ ธปท เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จำเป็นต้องทบทวนระบบธนาคารกลางทั้งระบบและปรับโครงสร้างองค์กร การพัฒนาให้ “ธปท” ได้รับความน่าเชื่อถือสูงสุดและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอีก 10-15 ปีข้างหน้าโดยมี “ประชาชน” เป็นศูนย์กลางเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศและประชาชน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 'อนุสรณ์'เสนอปฏิรูปนโยบายการเงิน แนะธปท. ยึดปชช.เป็นศูนย์กลาง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...