โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

16 มิ.ย. วันเต่าทะเลโลก เต่าเสี่ยงเป็นเพศเมียทั้งหมด สูญพันธุ์ เพราะโลกร้อน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 22.57 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 05.10 น.

วันที่ 16 มิถุนายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันเต่าทะเลโลก” (World Sea Turtle Day) ซึ่งเป็นวันสำคัญระดับนานาชาติที่สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักและความห่วงใยของมนุษยชาติที่มีต่อ “เต่าทะเล” — สัตว์เลื้อยคลานโบราณที่ดำรงอยู่บนโลกใบนี้มายาวนานกว่า 100 ล้านปี

และถูกกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงผลงานอันยิ่งใหญ่ของ ดร. อาร์ชี คาร์ (Dr. Archie Carr) นักชีววิทยาชาวอเมริกันผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งการอนุรักษ์เต่าทะเล" เขาเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับวงจรชีวิตของเต่าทะเล และเป็นผู้วางรากฐานแนวคิดด้านการอนุรักษ์อย่างเป็นระบบทั่วโลก ดร. คาร์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการคุ้มครองแหล่งวางไข่ของเต่าในหลายประเทศ และปลุกกระแสสาธารณะให้ตระหนักถึงความเปราะบางของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ ตลอดจนผลกระทบที่เต่าทะเลต้องเผชิญจากกิจกรรมของมนุษย์

ไทยมีเต่าทะเลสายพันธุ์ไหนบ้าง

เต่าทะเลทั่วโลกมีทั้งหมด 8 ชนิด โดย 6 สายพันธุ์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ใกล้สูญพันธุ์หรือใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ แต่พบในไทยเพียง 5 ชนิด แบ่งเป็น 2 วงศ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าในปี ค.ศ. 2005 คือ

- วงศ์ Cheloniidae มีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • เต่าตนุ (Green turtle)
  • เต่ากระ (Hawksbill turtle)
  • เต่าหญ้า (Olive ridley turtle)
  • เต่าหัวฆ้อน (Loggerhead turtle – พบได้น้อยมาก)

- วงศ์ Dermochelyidae มีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ

  • เต่ามะเฟือง (Leatherback turtle)

กลไกการเลือกเพศของเต่าทะเล

เต่าทะเล ไม่ได้มีโครโมโซมเพศแบบมนุษย์ แต่จะกำหนดเพศของลูกเต่า จาก “อุณหภูมิของทรายที่ฟักไข่” ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Temperature-Dependent Sex Determination (TSD) คือ การกำหนดเพศตามอุณหภูมิ ขณะลูกเต่าอยู่ในไข่ช่วงกลางของการฟัก

  • อุณหภูมิสูง (อบอุ่น) → ลูกเต่าจะกลายเป็น เพศเมีย
  • อุณหภูมิต่ำ (เย็น) → ลูกเต่าจะกลายเป็น เพศผู้

โดยทั่วไปต่ำกว่า 27.5°C → ส่วนใหญ่เป็นเพศผู้ สูงกว่า 31°C → ส่วนใหญ่เป็นเพศเมีย และระหว่าง 28–30°C → ได้ทั้งเพศผู้และเมียแบบสมดุล

แสงไฟทำให้เต่าไม่ลงทะเล

ในช่วงฤดูร้อน เต่าจะทำตามพิธีกรรมการสืบพันธุ์ โดยเต่าตัวเมียจะออกจากทะเลแล้วคลานขึ้นฝั่งเพื่อขุดรังในทราย เต่าตัวเมียจะใช้ครีบหลังขุดหลุมรังแล้ววางไข่ประมาณ 100 ฟอง

หลังจากวางไข่แล้ว เต่าจะคลุมไข่และพรางตัวบริเวณรังก่อนจะกลับสู่มหาสมุทร เต่าที่ทำรังอาจกลับมายังบริเวณรังเพื่อวางไข่หลายครั้ง และโดยปกติจะทำรังทุกๆ สองถึงสามปี

อุณหภูมิส่งผลกระทบอย่างมากต่ออัตราส่วนเพศของเต่าทะเล อุณหภูมิที่อุ่นขึ้นจะผลิตเต่าเพศเมียได้มากกว่า ในขณะที่อุณหภูมิที่เย็นลงจะผลิตเต่าเพศผู้ได้มากกว่า ไข่จะฟักออกมาหลังจากฟักเป็นเวลาสองเดือน โดยจะฟักออกสู่ทะเลในเวลากลางคืนโดยใช้แสงจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน แต่ปัญหาคือแสงไฟเทียมจากการใช้ชีวิตของมนุษย์ สามารถเบี่ยงเบนความสนใจของเต่าทะเลไม่ให้หาทางไปยังมหาสมุทรได้

อุณหภูมิทรายบนชายหาดเพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน ทำให้ลูกเต่าที่เกิดใหม่มีแนวโน้มเป็นเพศเมียมากกว่า 90–100% ในบางพื้นที่ เช่น ออสเตรเลียและฟลอริดา พบว่าลูกเต่ากว่า 99% เป็นเพศเมีย ซึ่งเป็นปัญหาต่อความสมดุลประชากรในอนาคต เพราะจำนวนเพศผู้ลดลงจนอาจส่งผลต่อการผสมพันธุ์

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลยังทำให้แหล่งวางไข่ของเต่าถูกกัดเซาะและลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเต่าต้องเผชิญกับภัยคุกคามรุนแรงจากน้ำมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางทะเล ขยะพลาสติก การทำประมงที่ไม่ยั่งยืน การรุกล้ำแหล่งวางไข่ ไปจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภูเก็ต สำเร็จ "เพาะเต่ามะเฟือง" 1 ใน 5 ประเทศของโลก

พีระ ป้อมสุข ที่ปรึกษาอิสระด้านความยั่งยืน ผู้ช่วยหัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน กล่าวกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า ในจังหวัดภูเก็ต ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการเพาะเลี้ยงและอนุบาลเต่ามะเฟือง สัตว์ทะเลหายากที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างวิกฤติ

ความสำคัญของการนำลูกเต่ามาอนุบาลที่ศูนย์ฯ คือการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตอย่างมหาศาล หากปล่อยให้ลูกเต่าฟักและเติบโตตามธรรมชาติ อัตราการรอดชีวิตจะน้อยมากอาจไม่ถึง 1 ตัวจากไข่ 1,000 ฟอง

แต่เมื่อนำมาอนุบาลที่ศูนย์ฯ หลังฟักเป็นตัวแล้ว อัตราการรอดชีวิตพุ่งสูงถึง 95% หลังจากเลี้ยงเป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่จะปล่อยคืนสู่ทะเล ภารกิจหลักของศูนย์ฯ คือการเพาะเลี้ยงและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ไม่ใช่การเลี้ยงไว้เพื่อจัดแสดง นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังได้ดำเนินการอนุรักษ์ฉลาม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วย

เต่ามะเฟืองนับเป็นภารกิจแห่งความท้าทายระดับโลก เนื่องจากมีเพียง 5 ประเทศทั่วโลกเท่านั้นที่สามารถเพาะเลี้ยงเต่ามะเฟืองให้รอดพ้นจากปีแรกได้ เต่าชนิดนี้มีพฤติกรรมการดำน้ำได้ลึกถึง 100-200 เมตร ทำให้แทบไม่สามารถพบเจอในทะเลได้นอกจากช่วงที่ขึ้นมาวางไข่เท่านั้น

ปัจจุบัน เต่ามะเฟืองจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤติ ข้อมูลระบุว่าในปีนี้มีการวางไข่เพียง 3-4 รัง และฟักเป็นตัวออกมาได้เพียง 10 กว่าตัวเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดต้องถูกนำมาอนุบาลที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน เพื่อให้เติบโตมากพอที่จะสามารถปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติได้ การฟักไข่เต่ามะเฟืองเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากไข่จำนวนมากมักเป็นไข่ลม หรือไข่ที่ไม่ได้รับการผสม

คิดสูตรอาหารเลี้ยงเต่า เพราะหญ้าทะเลไม่เพียงพอ

"ด้วยองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงเต่ามะเฟืองในโลกที่มีอยู่อย่างจำกัด ทางศูนย์ฯ จึงต้องอาศัยการปรับปรุงและประยุกต์องค์ความรู้จากการเลี้ยงเต่าตนุ รวมถึงการปรับปรุงสูตรอาหาร เช่น การเพิ่มโปรตีน เพื่อให้ลูกเต่าเติบโตอย่างแข็งแรง"

ทั้งนี้อายุของเต่ามะเฟืองเปรียบเสมือนอายุของคน โดยเต่า 1 ปี เท่ากับคน 1 ปี และสามารถสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ 14-15 ปี

ศูนย์ฯ เปิดให้ประชาชนเข้าชมและเรียนรู้ที่ Phuket Aquarium สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ต ที่แหลมพันวา จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเชื่อมต่อกับโรงเพาะฟักของศูนย์ฯ เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม ค่าเข้าชมอควาเรียมอยู่ที่ 80 บาทสำหรับผู้ใหญ่ และ 40 บาทสำหรับเด็ก โดยมีราคาพิเศษสำหรับคณะ การเข้าชมนี้ช่วยให้ผู้คนได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ทะเลและภารกิจการอนุรักษ์ โดยสามารถไปเยี่ยมชมโรงเพาะฟักได้ด้วย

เต่าทะเลรักษาสมดุลระบบนิเวศทางทะเล

เต่าทะเลมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อระบบนิเวศทางทะเล แม้จะดูเป็นสัตว์ที่เชื่องช้าและเงียบสงบ แต่ในความเป็นจริง เต่าทะเลกลับเป็นหนึ่งใน “ผู้รักษาสมดุล” ที่ขาดไม่ได้ในมหาสมุทร ต่อไปนี้คือประโยชน์ที่สำคัญของเต่าทะเลต่อระบบนิเวศทางทะเล

1. ควบคุมประชากรสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล

เต่าทะเลบางชนิด เช่น เต่าหญ้า (Green Turtle) มีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรของพืชทะเล เช่น หญ้าทะเล โดยการกินหญ้าทะเลในระดับที่พอเหมาะ เต่าจะช่วยให้หญ้าทะเลสามารถเติบโตได้ใหม่อย่างแข็งแรง ซึ่งมีผลต่อเนื่องต่อสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่พึ่งพาหญ้าทะเลในการดำรงชีวิต เช่น พะยูน ปลากะพง และสัตว์หน้าดิน

2. รักษาสุขภาพของแนวปะการัง

เต่าทะเลบางชนิด เช่น เต่ากระ (Hawksbill Turtle) ชอบกินฟองน้ำทะเล ซึ่งเป็นสัตว์ที่อาจแย่งพื้นที่และแสงแดดจากปะการัง การที่เต่ากระช่วยควบคุมฟองน้ำ จึงช่วยให้ปะการังสามารถเติบโตได้ดี และทำให้แนวปะการังมีความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลากหลายชนิด

3. สร้างความสมดุลในห่วงโซ่อาหาร

เต่าทะเลเป็นทั้งผู้ล่าและเหยื่อในห่วงโซ่อาหาร เต่าขนาดเล็กอาจตกเป็นเหยื่อของปู นกทะเล และปลาฉลาม ส่วนเต่าที่โตเต็มวัยจะช่วยควบคุมประชากรแมงกะพรุนหรือสัตว์ทะเลชนิดอื่น ซึ่งถ้าไม่มีเต่าทะเล จำนวนของแมงกะพรุนอาจเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีการควบคุม และส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ

4. เพิ่มสารอาหารให้ชายหาดและทะเล

การวางไข่ของเต่าทะเลบนชายหาด แม้ลูกเต่าจะฟักตัวไม่ครบทุกฟอง หรือมีบางส่วนที่ไม่ได้รอดกลับลงทะเล แต่ไข่ที่เหลือหรือเน่าจะกลายเป็นแหล่งสารอาหารให้แก่พืชและสัตว์ชายฝั่ง เช่น ปู นก และจุลินทรีย์ในทราย ซึ่งช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของชายหาดตามธรรมชาติ

5. ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ

เต่าทะเลมีบทบาทในการคงไว้ซึ่งความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในทะเล ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เมื่อแต่ละชนิดมีประชากรที่สมดุล จะช่วยให้ระบบนิเวศโดยรวมมีความมั่นคงและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...