โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พาณิชย์ แนะผู้ส่งออก จับตาผลกระทบหลังจีนยกเลิกแบนอาหารทะเลญี่ปุ่น หวั่นส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดสินค้าประมงของไทยในจีนลดลง

BTimes

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 18.09 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 07.40 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าจากการติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าประมง (พิกัดศุลกากร 03) พบว่า เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ญี่ปุ่นได้บรรลุข้อตกลงกับจีน โดยคาดว่าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นจะสามารถส่งออกไปตลาดจีนได้อีกครั้ง หลังจากจีนห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นเป็นเวลาเกือบ 2 ปี (นับตั้งแต่ปี 2565) โดยญี่ปุ่นต้องขึ้นทะเบียนโรงงานแปรรูปอาหารทะเลกับทางการจีน และสินค้าที่ส่งออกต้องมีใบรับรองเพื่อยืนยันว่าไม่มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี โดยในปี 2565 จีนนำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่นเป็นอันดับที่ 10 (มูลค่า 506.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 2.7% ของมูลค่าการนำเข้าของจีน) สำหรับสินค้าประมงที่จีนนำเข้าจากญี่ปุ่นมาก เช่น หอยสแกลลอป และปลา เป็นต้น

ทั้งนี้ ข้อมูลการค้าสินค้าประมง จาก Trademap.org พบว่า ในปี 2567 การส่งออกสินค้าประมงของโลก มีมูลค่า 136,804.03 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) นอร์เวย์ (สัดส่วน 11.3% ของมูลค่าการส่งออกของโลก) (2) จีน (7.6%) (3) เอกวาดอร์ (5.4%) (4) ชิลี (5.3%) และ (5) อินเดีย (4.5%) ขณะที่ไทยส่งออกเป็นอันดับ 24 ของโลก (1.1%) สำหรับประเทศที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) สหรัฐอเมริกา (สัดส่วน 15.3% ของมูลค่าการนำเข้าของโลก) (2) จีน (13%) (3) ญี่ปุ่น (6.9%) (4) สเปน (5.4%) และ (5) อิตาลี (4.7%) ขณะที่ไทยนำเข้าเป็นอันดับ 10 ของโลก (2.5%)

จีนเป็นตลาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลก มีสัดส่วน 13% ของมูลค่าการนำเข้าของโลก ในปี 2567 จีนนำเข้าสินค้าประมง 17,885.61 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่นำเข้าจากเอกวาดอร์ (17.4% ของมูลค่าการนำเข้าของจีน) รัสเซีย (15.3%) แคนาดา (7.0%) เวียดนาม (6.6%) และอินเดีย (6.4%) โดยนำเข้าจากไทยเป็นอันดับที่ 11 (2.1%) คิดเป็นมูลค่า 380.96 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับการค้าสินค้าประมงของไทย ในปี 2567 ไทยส่งออกเป็นมูลค่า 1,544.96 ล้านเหรียญสหรัฐ (54,171.21 ล้านบาท) ขยายตัว 1.29% จากปีก่อนหน้า ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) จีน (23.5% ของมูลค่าการส่งออกของไทย) (2) ญี่ปุ่น (18.9%) (3) สหรัฐฯ (14.2%) (4) เกาหลีใต้ (5.6%) และ (5) อิตาลี (5.5%) โดยการส่งออกสินค้าประมงจากไทยไปจีน มีมูลค่า 363.49 ล้านเหรียญสหรัฐ (12,717.60 ล้านบาท) หดตัว 2.1% จากปีก่อนหน้า สินค้าสำคัญที่ส่งออกไปจีน 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) กุ้ง (68.9% ของมูลค่าการส่งออกไปจีน) (2) สัตว์น้ำเปลือกแข็ง และโมลลุสก์ อื่น ๆ (14.3%) (3) ปลา (10.7%) (4) หมึก (4.2%) และ (5) แมงกะพรุน (1.5%)

สำหรับปี 2568 ช่วง 4 เดือนแรก (มกราคม – เมษายน) การส่งออกสินค้าประมงของไทย มีมูลค่า 464.06 ล้านเหรียญสหรัฐ (15,654.61 ล้านบาท) หดตัว 10.55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) จีน (22.67% ของมูลค่าการส่งออกของไทย) (2) ญี่ปุ่น (19.52%) (3) สหรัฐฯ (12.90%) (4) อิตาลี (7.44%) และ (5) เกาหลีใต้ (5.87%) โดยการส่งออกสินค้าประมงจากไทยไปจีนมีมูลค่า 105.23 ล้านเหรียญสหรัฐ (3,549.13 ล้านบาท) หดตัว 20.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าประมงสร้างรายได้ให้ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง การที่ญี่ปุ่นกลับมาส่งออกสินค้าประมงไปยังจีนได้ อาจส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดสินค้าประมงของไทยในจีนลดลง ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ทางการค้า เพื่อรักษาตลาดเดิม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมง การขยายตลาดไปยังตลาดที่มีศักยภาพอื่น ๆ เช่น สหรัฐฯ (ขยายตัว 5.09% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568) แคนาดา (ขยายตัว 4.58%) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ขยายตัว 28.18%) กัมพูชา (ขยายตัว 9.9%) และฟิลิปปินส์ (ขยายตัว 8.49%) เป็นต้น รวมทั้งให้ความสำคัญในการแก้ไขประเด็นการทำประมงที่ผิดกฎหมาย การขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) รวมถึงส่งเสริมการทำประมงที่ยั่งยืน (Sustainable Fishing) อันจะเป็นการยกระดับมาตรฐานการค้าและอุตสาหกรรมประมงของไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...