โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ท่าเรือระนอง' สินค้าพุ่ง 251% จับมือบังกลาเทศ ยกระดับเทคโนโลยี

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 20.51 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 03.37 น.

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ต้องการยกระดับการให้บริการท่าเทียบเรือให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Joint Working Group Meeting) ภายใต้MOU ระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ท่าเรือระนอง) และท่าเรือจิตตะกอง ประเทศบังกลาเทศ

ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ทั้งในด้านการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาเส้นทางการขนส่งทางทะเลฝั่งอันดามัน เสริมสร้างศักยภาพท่าเทียบเรือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยตอบสนองความต้องการของผู้นำเข้าส่งออกด้วยการลดระยะเวลาการขนส่ง และลดค่าใช้จ่าย ทำให้ภาคการขนส่งของภาคใต้มีศักยภาพและเติบโตอย่างก้าวกระโดด สร้างความมั่นคง ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ ภาพรวมท่าเรือระนองในปี 2567 ที่ผ่านมานั้น มีตู้สินค้าผ่านท่ารวม 324,933 ตัน เพิ่มขึ้น 251% จากปีก่อนซึ่งในปีนี้ ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้ กทท. เร่งดำเนินการยกระดับท่าเทียบเรือระนอง โดยการพัฒนาทั้งระบบเพื่อผลักดันให้เกิดการใช้บริการการขนส่งสินค้า ผ่านท่าเรือระนองของ กทท. ไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา และช่วยลดต้นทุนโลจิสต์ของประเทศ ผลักดันขึ้นเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค

ด้านนายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างท่าเรือระนองภายใต้การกำกับการดูแลของ กทท. กับท่าเรือจิตตะกองประเทศบังกลาเทศ มีเป้าหมายการดำเนินงานร่วมกันในการผลักดันให้เกิดเส้นทางเดินเรือเชิงพาณิชย์ระหว่างท่าเรือระนองและท่าเรือจิตตะกองให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจภาคโลจิสติกส์ การบริหารจัดการท่าเรือ การดำเนินงาน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร การขนส่งชายฝั่ง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับท่าเรือ

สำหรับการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ถือเป็นการต่อยอดการดำเนินงานร่วมกันระหว่างทั้งสองท่าเรือ ภายใต้กรอบความเข้าใจฯ และยังเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานเชิงรุกควบคู่กับการพัฒนาความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างจุดแข็งให้ท่าเรือระนองพร้อมรองรับ การเติบโตของภาคการขนส่งทางทะเล นำไปสู่บทบาทใหม่ในฐานะประตูการค้าของไทยและศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคที่ยั่งยืน

อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาผู้บริหารและคณะเจ้าหน้าที่การท่าเรือฯ ได้เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจการค้า (Business Matching) ภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างมูลค่าเพื่อเชื่อมโยงการค้ากับกลุ่มประเทศ BIMSTEC และอาเซียน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ เฮอริเทจ แกรนด์ คอนเวนชั่น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น เพิ่มช่องทางการค้าการลงทุน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีระดับภูมิภาค

ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมกิจกรรม อาทิ ผู้ประกอบการสินค้าที่มีศักยภาพ ผู้ประกอบการจากกลุ่มBIMSTEC และอาเซียน ผู้ประกอบการการค้าชายแดนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ บริษัทสายการเดินเรือโอกาสนี้ผู้อำนวยการ กทท. ได้ขึ้นเวทีนำเสนอในหัวข้อ“ศักยภาพของท่าเรือระนอง ในการเป็นประตูการค้าของไทย” โดยได้เน้นย้ำถึงข้อได้เปรียบในการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือระนองไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC

โดยล่าสุดกทท. ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจระหว่าง กทท. (ท่าเรือระนอง) และการท่าเรือจิตตะกอง ครั้งที่ 2 เพื่อหารือถึงแนวทางการผลักดันเส้นทางการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือระนองและท่าเรือจิตตะกอง โดยมีประธานการท่าเรือจิตตะกอง ผู้แทนจากสถานทูตบังกลาเทศประจำประเทศไทย และประธานหอการค้าไทย-บังกลาเทศ เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ รวมถึงคณะเจ้าหน้าที่จากการท่าเรือจิตตะกอง และผู้แทนจากกรมเอเชียใต้

ซึ่งผลการประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายไทย และฝ่ายบังกลาเทศร่วมกันจัดตั้งคณะทำงาน (Joint Working Group Committee) โดยให้พิจารณาผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเสนอให้แต่ละฝ่ายรับทราบต่อไป อีกทั้งให้กำหนดผู้ประสานงานของแต่ละฝ่าย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ และให้เพิ่มความถี่ของการประชุมร่วมกันเป็นปีละ 1 ครั้ง ซึ่งการประชุมดังกล่าว ถือเป็นการยกระดับการดำเนินการร่วมกันให้มีความเข้มข้น และเป็นรูปธรรมเพิ่มมากขึ้นต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...