โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EIC คาดปี’68 หด 1.5% จับตาครึ่งหลังปีนี้ ส่อเศรษฐกิจถดถอย

อีจัน

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 15.14 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 08.11 น. • อีจัน

วันนี้ (18 มิ.ย.68) ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 1.5% และปี 2569 โตที่ 1.4% ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตของไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการขยายตัวอยู่ที่ 1.5% ทั้งปีนี้ โดยไตรมาส 1 / 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวอยู่ที่ 3.1% เป็นผลมาจากการส่งออกที่ฐานต่ำ เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสปีก่อน ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่า 1%

“และมีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (technical recession) โดยที่เศรษฐกิจไทยเติบโตติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ”ดร.ยรรยงกล่าว

ดร.ยรรยงกล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่ประเมินไว้ข้างต้นมี 3 สาเหตุ 1. สงครามการค้าและความไม่แน่นอนที่ค่อนข้างสูง ด้วยผลของสงครามการค้าประเมินว่าจะเห็นในภาพของการส่งออกที่จะชะลอตัวลงชัดเจนในครึ่งหลังของปีนี้ แม้ช่วงครึ่งปีแรกการส่งออกจะขยายตัวได้ดีก็ตาม แต่ในภาพรวมการส่งออกทั้งปีนี้อยู่ที่ -0.1%

2.สินค้าจีนทะลัก (China Flooding) ช่วงที่ผ่านมา การส่งออกของประเทศไทย หรือการอุปโภคบริโภคของคนไทยเติบโตได้ดี แต่ว่าดัชนีภาคผลิตของอุตสาหกรรมไทยกลับหดตัวลดลงต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนจากการนำเข้าที่เล่นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจากจีน ทำให้การผลิตสำหรับบริโภคในประเทศมีสัดส่วนการนำเข้าค่อนข้างสูง

3.การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า โดย 5 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว 3% ส่งผลให้มีการปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวลงอยู่ที่ 34.2 ล้านคน ต่ำกว่า 35.5 ล้านคนของปี 2567 ซึ่งหลักๆ เป็นปัญหาเฉพาะจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงมากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศระมัดระวังในการใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง

“ความไม่แน่นอนสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดัชนีความแน่นอนในด้านต่างๆ รวมถึงสงครามการค้า หรือการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลต่อภาคทุกกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เลื่อนและชะลอการลงทุน“ดร.ยรรยงกล่าว

ดร.ยรรยงกล่าวว่า ทราบข้อมูลธุรกิจรายใหญ่ในเมืองไทยหลายๆ ราย มีแนวโน้มลดหรือชะลอการลงทุนออกไป และพยายามลดภาระหนี้ลงในตอนนี้ เพื่อรอดูความชัดเจนให้มีมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไมดัชนีความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ถึงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดต่ำสุดในรอบ 27 เดือน เป็นผลกระทบจากการลงทุนที่ลดลง และปีนี้มองว่าการลงทุนเอกชน จะหดตัวอยู่ที่ 2.2%

นอกจากนี้ เรื่องหนี้ครัวเรือน ขณะนี้ไม่ว่าจะภาคครัวเรือนหรือภาคธุรกิจต่างอยู่ในช่วงการลดภาระหนี้สินลง (Deleveraging) เพราะภาระหนี้ต่อจีดีพีของ 2 เซกเตอร์นี้สูงขึ้นมากในช่วงเกิดโควิด และขณะนี้ทยอยลดลง ทำให้ครัวเรือนและธุรกิจไม่อยากก่อหนี้โดยไม่จำเป็น

ส่วนสถาบันการเงินก็ระมัดระวังในการให้สินเชื่อ จากคุณภาพสินเชื่อที่มีแนวโน้มด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้จ่ายอุปโภคบริโภคของครัวเรือนจะชะลอตัวลงประเมินว่าขยายตัวที่ 2%

ด้านตลาดแรงงานยังเปราะบางมากขึ้น อัตราการว่างานโดยรวมอาจคงอยู่ที่ 0.9% แต่ถ้าเป็นอัตราการว่างานของแรงงานในระบบเริ่มขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 2% และเหตุสัญญาณจำนวนผู้ที่มีงานทำลดลงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะที่น่าสนใจคือในภาคอุตสาหกรรม สอดคล้องกับข้อมูลการปิดกิจการในภาคอุตสาหกรรมที่เร่งตัว

นอกจากนี้ ได้นำข้อมูลรายได้ของแรงงานไทย รวมทั้งค่าล่วงเวลา (โอที) โบนัส ต่างๆ เมื่อเทียบกับปัจจุบันในไตรมาส 1/2568 เทียบกับช่วงก่อนโควิด ข้อมูลที่พบคือรายได้เฉลี่ยของแรงงานไทยอย่างต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยที่แท้จริง (เทียบกับเงินเฟ้อ, ค่าครองชีพ) จากช่วงโควิดคือ 100% ขณะนี้อยู่ที่ 98%

”มองไปข้างหน้าแรงส่งสำคัญเศรษฐกิจไทยจะแผ่วลงเกือบทุกมิติ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่จะชะลอลงมาก การบริโภคยังจะได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากความเปราะบางด้านการจ้างงานและรายได้ ทำให้แรงส่งเศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวเร็วยังทำได้ยาก“ดร.ยรรยงกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...