โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธปท.ถก ’เอสซีบีเอกซ์ - กรุงไทย - เอซีเอ็ม’ ก.ค. นี้ ลุย เวอร์ชวลแบงก์

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 00.14 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 22.52 น.

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับใบอนุญาตในการจัดตั้ง “ธนาคารไร้สาขา” หรือ Virtual Bank ทั้งสิ้น 3 ราย จากผู้ยื่นคำขอทั้งหมด 5 ราย หลังได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว
โดย 3 ราย ที่ได้รับไลเซนส์คือ

  • กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ที่จับมือกับพันธมิตรใหญ่ 2 ราย คือ “WeBank” ธนาคารดิจิทัลชั้นนำในจีน และ KakaoBank ธนาคารยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้
  • รายที่สองคือ กลุ่มธนาคารกรุงไทย ร่วมกับกลุ่มพันธมิตร ได้แก่ เอไอเอส และกลุ่ม พีทีที (PTT) ผ่านบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR
  • รายที่ 3 มาจากกลุ่ม “เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง” ซึ่งเป็นบริษัท ในกลุ่ม แอสเซนด์ มันนี่ ผู้ให้บริการอีวอลเล็ต ภายใต้ชื่อ “ทรูมันนี่” เป็นกลุ่มบริษัทใน “เครือเจริญโภคภัณฑ์” (ซีพี)

ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ก้าวต่อไปสำหรับเวอร์ชวลแบงก์ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้งมีเวลา 1 ปีนับจากวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ เพื่อเตรียมความพร้อมต่างๆ ก่อนเปิดดำเนินการ

ซึ่งก่อนที่เวอร์ชวลแบงก์จะเริ่มดำเนินธุรกิจ ธปท. จะมีการเรียกผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย เข้ามาหารือก่อนในช่วงต้นก.ค.นี้ เพื่อพิจารณาถึงความพร้อมในการดำเนินธุรกิจ

ซึ่งหากรายใดมีความพร้อม และสามารถดำเนินธุรกิจได้ทันทีในสิ้นปีนี้ ธปท. ก็เชื่อว่าทำได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ดำเนินธุรกิจ

สำหรับ เป้าหมายของการให้ไลเซนส์เวอร์ชวลแบงก์ เป้าหมายของธปท. เพื่อต้องการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ทั้งUnder-served หรือ Unserved ทั้งผู้ประกอบการรายย่อย และเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงิน

โดยเฉพาะ ความต้องการให้เวอร์ชวลแบงก์เข้ามาตอบโจทย์การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี เพราะปัจจุบันพบว่าเอสเอ็มอีกว่า 50% ยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากถึง 100-300%

ยิ่งไปกว่านั้น ธปท.พบว่า ครัวเรือนไทยยังมีปัญหาการออมไม่เพียงพอ โดยพบประมาณ 76% ของครัวเรือนไทยยังคงมีเงินออมฉุกเฉินไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เปราะบางอย่างยิ่ง

ดังนั้นธปท.หวังว่าเวอร์ชวลแบงก์จะเข้ามาตอบโจทย์ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน และช่วยส่งเสริมให้เกิดวินัยทางการเงินการออมได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ธปท.ไม่อยากเห็น จากผู้ให้บริการ เวอร์ชวลแบงก์คือ การประกอบธุรกิจที่ไม่ยั่งยืนหรือมีความเสี่ยงสูง การแข่งขันไม่เหมาะสม หรือยิ่งเข้าไปซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการต่างๆ

ดังนั้น ในด้านการดูแล ธปท. จะมีการติดตามการดำเนินธุรกิจของเวอร์ชวลแบงก์ทั้ง 3 รายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วง 3-5 ปีแรกในการดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงความแตกต่างของธนาคารดั้งเดิม และเวอร์ชวลแบงก์ มองว่าธนาคารดั้งเดิมมี Legacy System ซึ่งรวมถึงสาขา พนักงาน และระบบไอทีเดิม ซึ่งเป็นต้นทุนการดำเนินงานที่สูงและอาจทำให้ไม่คุ้มค่าในการให้บริการลูกค้าขนาดเล็ก

ดังนั้น การขึ้น “บ้านหลังใหม่” หรือการตั้งเวอร์ชวลแบงก์ขึ้นมาใหม่ จะทำให้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่เวอร์ชวลแบงก์จับมือกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอาจทำให้มีความเข้าใจลูกค้าและสามารถให้บริการลูกค้ารายเล็กได้ตรงจุดด้วยต้นทุนที่ต่ำมากขึ้น ส่วนการแข่งขันด้านอัตราดอกเบี้ย ขึ้นอยู่กับความเสี่ยง หรือ Risk Model ของแต่ละเวอร์ชวลแบงก์

ข้อได้เปรียบเสียเปรียบมองว่าไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ 100% เวอร์ชวลแบงก์อาจได้เปรียบจากการไม่มีสาขา แต่ก็อาจมีความเสี่ยงจากด้านเทคโนโลยีที่ต้องจัดการอย่างเข้มข้นกว่า ดังนั้นจุดสำคัญอยู่ที่ แต่ละฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของตัวเองได้อย่างไร

ส่วนข้อกังวลที่ว่าการให้ใบอนุญาตกับ 3 ราย ซึ่งปัจจุบันถือเป็นกลุ่มทุนใหญ่อยู่แล้ว เหล่านี้เป็นการเอื้อให้กลุ่มทุนยิ่งใหญ่กว่าเดิม หรือครอบงำตลาดหรือไม่ ส่วนนี้ ธปท. ไม่ได้มีความกังวลเป็นพิเศษ เพราะธปท. มีกรอบการกำกับดูแลอยู่แล้ว และจะเฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตธปท. มองว่ามีโอกาสที่จะเห็นการให้ไลเซนส์ เวอร์ชวลแบงก์เพิ่มเติมได้ ในระยะที่ 2 แต่ระยะนี้ธปท. ขอมุ่งเน้นไปที่การดูแลให้เวอร์ชวลแบงก์ทั้ง 3 รายมีความแข็งแรงและตอบโจทย์ประชาชนก่อนในเฟสที่ 1

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC กล่าวว่า เอไอเอสเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างทั้งสามบริษัทในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันธุรกิจเวอร์ชวลแบงก์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละองค์กรที่ครอบคลุมทั้งระบบการเงิน โทรคมนาคม และค้าปลีก ซึ่งล้วนมีบทบาทในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เทคโนโลยี และเครือข่ายช่องทางบริการที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ สำหรับ AIS ซึ่งมีฐานลูกค้ารวมกว่า 50 ล้านราย

จึงเชื่อมั่นว่าเรามีความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า และเราจะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ตอบโจทย์ทุกกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นการยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ครอบคลุม และเข้าถึงง่าย ถือเป็นภารกิจสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลแห่งอนาคตของประเทศ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และประธานคณะกรรมการ บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้ถือหุ้นหลักของ แอสเซนด์ มันนี่

เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ แอสเซนด์ มันนี่ ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งเวอร์ชวลแบงก์อย่างเป็นทางการ เราเชื่อมั่นว่าเวอร์ชวลแบงก์จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งในมิติของการสร้างสรรค์นวัตกรรม การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเครือซีพี ในการสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาส (Platform of Opportunity) ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่แข็งแกร่ง

เพื่อเปิดทางให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียมและเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศให้มั่นคง

ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์จะสนับสนุน แอสเซนด์ มันนี่ อย่างเต็มที่ เพื่อให้ธนาคารดิจิทัลแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้เป็นพลังสำคัญในการยกระดับประเทศสู่อนาคตที่ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างแท้จริง”

นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า“แอสเซนด์ มันนี่ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้จัดตั้งเวอร์ชวลแบงก์อย่างเป็นทางการ

เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญของการให้บริการธนาคารในยุคต่อจากนี้ เริ่มต้นจากความเข้าใจลูกค้า ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มที่ถูกระบบการเงินแบบเดิมมองข้าม

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แอสเซนด์ มันนี่ ทุ่มเทในการศึกษาความต้องการของลูกค้า เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดเป็นบริการที่ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาให้พวกเขา แต่ยังมอบคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ เราเชื่อมต่อให้ผู้คนที่ก่อนหน้านี้ไม่อยู่ในระบบได้เข้ามาอยู่บนระบบการเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา

และบริษัทฯ ยังมีความพร้อมในการให้บริการโดยได้ลงทุนด้านบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และระบบบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างธนาคารดิจิทัลที่ให้บริการได้อย่างครอบคลุม ปลอดภัย และช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้น ไม่ว่าพวกเขาแต่ละคนจะมีจุดเริ่มต้นที่ แตกต่างอย่างไร

เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าแพลตฟอร์มที่เราสร้างจะมอบบริการทางการเงินที่เข้าถึงง่าย ตอบรับชีวิตจริง และสนับสนุนผู้ใช้ของเราให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ ๆ พร้อมทำให้เรื่องของการเงินเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน”

ทั้งนี้ ใบอนุญาตจัดตั้งเวอร์ชวลแบงก์ที่ แอสเซนด์ มันนี่ ได้รับ จะเข้ามาเสริมศักยภาพบริษัทฯ ให้สามารถช่วยเหลือผู้คนได้มากขึ้นผ่านบริการธนาคารดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งตอบรับความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้ใช้

โดยบริษัทฯ จะใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีด้าน AI และ Data Analytics ในการนำเสนอบริการที่ใช้งานง่าย ปลอดภัย และแก้ปัญหาได้จริง โดยเป้าหมายสำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำและสนับสนุนการเติบโตทางการเงิน ให้กับทั้งลูกค้ารายย่อย และลูกค้าธุรกิจ

ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการ MSMEs ต่อจากนี้ การเงินจะถูกทำให้เป็นเครื่องมือแห่งโอกาสเพื่อมอบการเติบโตและเข้าถึงทุกบริการอย่างทั่วถึงให้กับคนไทย โดยบริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กับประชาชนทั่วไปผ่านนวัตกรรมและบริการของเรา

ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แอสเซนด์ มันนี่ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขยายการเข้าถึงทางการเงิน

โดยพัฒนาหนึ่งในแอปพลิเคชันการเงินดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายที่สุดในภูมิภาคอย่าง ทรูมันนี่ (TrueMoney) ซึ่งปัจจุบันให้บริการแก่ผู้ใช้ที่ลงทะเบียนกว่า 34 ล้านคนทั่วประเทศ โดยทรูมันนี่ยังเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อผู้คนจำนวนมากเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านบริการใช้จ่าย ออม ลงทุน การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย และการสร้างหลักประกันเพื่ออนาคต

ตัวเลขที่เห็นได้ชัดคือ ลูกค้าสินเชื่อของ แอสเซนด์ มันนี่ มากกว่า 50% ได้รับการอนุมัติสินเชื่อเป็นครั้งแรกกับบริษัทฯ ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากระบบการเงินแบบเดิมได้

แต่ด้วยการที่ แอสเซนด์ มันนี่ พัฒนาโมเดลสินเชื่อที่นำเทคโนโลยี AI และข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ ก็ได้ทำให้พวกเขาเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบอาชีพอิสระ เจ้าของธุรกิจรายย่อย และเกษตรกร สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นผ่านการให้บริการสินเชื่อที่มีความรับผิดชอบ (Responsible lending) นอกจากนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว

บริษัทฯ ได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยเบี้ยน้อย จ่ายสบาย เป็นจำนวนเกือบ 1 ล้านฉบับ เพื่อช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากซึ่งไม่เคยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ด้านประกันมาก่อน สามารถสร้างความมั่นคงให้ชีวิตตัวเองได้

ยิ่งไปกว่านั้นลูกค้านักลงทุนในกองทุนรวมที่มีกว่า 70% ยังเป็นผู้ที่เริ่มลงทุนเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ แอสเซนด์ มันนี่ ในการขยายการเข้าถึงเครื่องมือการเงินที่สร้างความมั่นคงในชีวิตให้ผู้คน

ภายในระยะเวลาหนึ่งปีต่อจากนี้ แอสเซนด์ มันนี่ จะเปิดตัวบริษัทและเวอร์ชวลแบงก์ ที่ดำเนินการภายใต้กฏเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอย่างเคร่งครัด

โดยบริษัทฯ จะยึดหลักความยั่งยืน โปร่งใส และตรวจสอบได้ตลอดกระบวนการ โดยรายละเอียดของผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ จะมีการเปิดตัวและนำเสนออย่างเป็นทางการต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...