โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ประเทศไทย อันดับร่วง ขีดความสามารถในการแข่งขัน ปี 2568 ลดลง 5 อันดับ มาอยู่ที่ 30

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 16.53 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 09.53 น.

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย เผยผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2568 พบว่า ประเทศไทย มีอันดับลดลงถึง 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 30 ซึ่งเป็นอันดับเดียวกับเมื่อปี 2566

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เปิดเผยผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2568 โดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development (IMD) สวิตเซอร์แลนด์ พบว่า ประเทศไทย มีอันดับลดลงถึง 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 30 ซึ่งเป็นอันดับเดียวกับเมื่อปี 2566

โดยในปีนี้ IMD ได้เพิ่มเขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับอีก 3 แห่ง ได้แก่ โอมาน เคนยา และนามิเบีย ทำให้มีประเทศที่ได้รับการจัดอันดับรวมทั้งสิ้น 69 เขตเศรษฐกิจ จากเดิม 67 เขตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน อิสราเอลเป็น 1 เขตเศรษฐกิจที่ไม่เข้าร่วมการจัดอันดับในปีนี้

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มตัวชี้วัดใหม่ในปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ 3 ตัวชี้วัด และด้านโครงสร้างพื้นฐาน 3 ตัวชี้วัด ส่งผลให้มีจำนวนตัวชี้วัดที่ใช้ในการจัดอันดับรวมทั้งสิ้น 262 ตัวชี้วัด โดยใช้ข้อมูลสถิติ 170 ตัวชี้วัด และจากการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคธุรกิจ 92 ตัวชี้วัด

เจาะลึกผลการจัดอันดับ : ไทยอันดับลดลงในทุกมิติหลัก

จากการวิเคราะห์ปัจจัยหลักทั้ง 4 ด้านที่ IMD ใช้ในการจัดอันดับ ประเทศไทยมีอันดับลดลงจากปีที่แล้วในทุกด้าน โดยลดลงมากที่สุดในด้าน ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ที่ลดลงถึง 8 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 32

รองลงมาคือ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) ที่อันดับลดลงจากปีที่แล้ว 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 47 และ 24 ตามลำดับ ขณะที่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ลดลง 3 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 8

รายละเอียดประเด็นหลักในแต่ละด้าน :

  • สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) : อันดับปรับลงเล็กน้อยจากอันดับ 5 เป็นอันดับ 8 สาเหตุหลักมาจากการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) ที่มีอันดับต่ำลงถึง 10 อันดับ

ในขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Economy) มีอันดับดีขึ้น 1 อันดับ แต่ยังคงอยู่ในอันดับต่ำคือ 38 และอัตราค่าครองชีพ (Prices) มีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ที่ 13

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีอันดับที่ดีในด้านการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) และการจ้างงาน (Employment) โดยอยู่อันดับที่ 4 และ 3 ตามลำดับ

  • ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) : ลดลงจากอันดับ 24 มาอยู่ที่อันดับ 32 ประเด็นหลักที่ลดลงมากที่สุดและมีอันดับต่ำที่สุดในหมวดนี้คือ กรอบการบริหารภาครัฐ (Institutional Framework) ที่ลดลงถึง 10 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 49 รองลงมาคือด้านการเงินภาครัฐ (Public Finance) ที่ลดลง 10 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 31

ส่วนด้านอื่น ๆ ได้แก่ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (Business Legislation) และกรอบดำเนินการด้านสังคม (Societal Framework) ถึงแม้จะมีอันดับลดลงไม่มาก แต่ก็เป็นประเด็นที่ประเทศไทยยังมีอันดับต่ำคือ 40 และ 45 ตามลำดับ และมีเพียงด้านเดียวที่มีอันดับที่ดีในหมวดนี้คือ นโยบายด้านภาษี (Tax Policy) ที่ไทยอยู่อันดับที่ 8 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ

  • ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) : ลดลงจากอันดับ 20 มาอยู่ที่อันดับ 24 โดยประเด็นด้าน ผลิตภาพ (Productivity) ยังคงเป็นจุดอ่อนของประเทศ แม้จะมีอันดับดีขึ้นเล็กน้อยจากอันดับ 42 เป็น 39 เนื่องจากผลิตภาพของแรงงานและผลิตภาพในทุกภาคเศรษฐกิจของไทยมีอันดับต่ำมาโดยตลอด รองลงมาได้แก่ ด้านการเงิน (Finance) ที่มีอันดับลดลงถึง 12 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 36

โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (Stock Market Index) ที่อยู่อันดับ 67 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ กิจกรรม M&A ของบริษัทจดทะเบียน และการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านบัตร เป็นต้น

  • โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) : เป็นปัจจัยที่ไทยอยู่ในอันดับต่ำมาโดยตลอดและยังมีอันดับที่ลดลงอีกในปีนี้ โดยมาอยู่ที่อันดับ 47 ถึงแม้ว่าอันดับในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic Infrastructure) และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี (Technological Infrastructure) จะอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำมาก แต่ก็มีอันดับลดลงในปีนี้

มีเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Infrastructure) ที่ขยับขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังอยู่ในอันดับต่ำ ส่วนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ได้แก่ สาธารณสุขสิ่งแวดล้อม และการศึกษา ยังคงอยู่ในอันดับที่ต่ำมากคือ 58 และ 55 ตามลำดับ

ความท้าทายเชิงโครงสร้างและการเติบโตที่ล่าช้า

ผลการจัดอันดับสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีความอ่อนแอทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงระบบที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ และอ่อนไหวต่อความผันผวนจากสถานการณ์ต่าง ๆ ในโลก อีกทั้งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าเกือบทุกประเทศในอาเซียนในช่วงที่ผ่านมา

โดยประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน หลายปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ประเทศขาด New S-curves ที่จะมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขาดระบบการบริหารและกลไกขับเคลื่อนกลยุทธ์แผนงานที่มี focus และประสิทธิภาพ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจกระจัดกระจาย ขาดหน่วยงานกลางดูแลภาพรวม สื่อสารนโยบายและติดตามผลการปฏิบัติของแต่ละภาคส่วนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐยังคงมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบแยกส่วน กฎหมายที่ไม่ทันสมัย กระบวนการเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจที่ซับซ้อนเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชัน SMEs ยังอ่อนแอ และโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมยังคงไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนได้

ข้อเสนอแนะจาก TMA : หนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นายนิธิ ภัทรโชค ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้เสนอแนวทางการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน โดยกำหนดทิศทางในการพัฒนาไว้ดังนี้ :

  • สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance): กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Strategic Sector) คือ Agri-food และ Wellness & Medical Tourism เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศ และขยายผลโดยใช้โอกาสจากกระแสความต้องการของโลก ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
  • ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency): สร้างความเชื่อมั่นในการทำงานภาครัฐ (Credible government) จัดตั้งหน่วยงานขับเคลื่อนกลาง กำหนดแชมป์เปี้ยนที่มีอำนาจและความสามารถอย่างแท้จริง ปรับกฎระเบียบและกระบวนการเพื่ออำนวยความสะดวกทางธุรกิจ (ease of doing business) ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มชนชั้นกลางเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
  • ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency – Enterprise Transformation): เพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพของธุรกิจ หาตลาด Segment และช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ และนำ Digital platform มาประยุกต์ใช้ ปรับเปลี่ยน SMEs ให้เป็น Innovation driven enterprises และพัฒนาทักษะที่สำคัญต่อการเติบโต (Upskill and Reskill)
  • โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure): พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ระบบสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ผ่านการปฏิรูประบบการศึกษา เน้น Strategic skills และวางรากฐานระบบสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

นายนิธิ เน้นย้ำว่า ภายใต้วิกฤติต่างๆ ที่กำลังรุมล้อมอยู่ในเวลานี้ ประเทศไทยมาถึงจุดที่รอไม่ได้อีกต่อไป ถึงเวลาต้องลงมืออย่างจริงจัง รัฐต้องแสดงบทบาทนำ มีวิสัยทัศน์ระยะยาว เร่งแก้ไขปัญหา เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัวพัฒนาศักยภาพของตนเอง และร่วมมือกับภาครัฐและภาคการศึกษาในการขับเคลื่อนวาระสำคัญของประเทศ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนากำลังแรงงานในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ รวมถึงการสนับสนุนยกระดับความสามารถของ SMEs ประเทศไทยยังมีศักยภาพและโอกาสที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้บนพื้นฐานของ natural endowment และ competitive advantage

“เราจำเป็นต้องก้าวข้ามแนวคิดและแนวทางแบบเดิม ๆ ปรับ business model ของประเทศใหม่ให้ตอบรับอนาคต มีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน และต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ดังที่หลาย ๆ ประเทศที่ประสบปัญหาและเผชิญความท้าทายของสถานการณ์โลกเช่นเดียวกับเราที่สามารถปรับตัวฝ่าวิกฤติ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งผมเชื่อว่าประเทศไทยก็สามารถทำได้หากเรามีทิศทางที่ชัดเจน”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...