โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ถึงเวลาไทยต้องทำ 'สงครามทางวัฒนธรรม' กับกัมพูชาเพื่อปกป้องมรดกของชาติเรา

The Better

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 02.18 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 11.50 น. • THE BETTER

ณ เวลานี้ ประเทศไทยต้องเตรียมตัวกับ 'สงครามทางวัฒนธรรม' กับกัมพูชา อันเป็นสงครามที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ แต่ก็จำเป็นพอๆ กับ 'สงครามในรูปแบบ' หรือสงครามที่ใช้ทหารรบกัน

เพราะอะไร? เพราะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กัมพูชาทำ 'สงครามกองโจร' ทางวัฒนธรรมกับไทย ด้วยการแย่งชิงศิลปวัฒนธรรมของไทยแล้วไปโมเมว่าเป็นของตัวเอง ตั้งแต่นาฏศิลป์ อาหารไทย ชุดไทย ฯลฯ

กัมพูชานั้นเป็นประเทศที่เป็นเงาของไทยมาตั้งแต่ยุคสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ เราจะเห็นได้จากสโลแกนของประเทศไทย คือ "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" กัมพูชาก็รับเอาไปใช้ทั้งดุ้นโดยไม่ให้เครดิตในหลวงรัชกาลที่ 6 เอาเสียเลย โดยผู้ที่เอาไปให้เขมรใช้ก็คือพระสงฆ์เขมรที่มาเรียนที่บางกอกในรัชกาลนั้นนั่นเอง

นี่คือตัวอย่างเดียวของการเป็น 'เงาของไทย' ของกัมพูชา ที่ตามไทยทุกก้าว แต่ไม่เคยบอกว่าลอกไทยมา

ที่ชั่วร้ายกว่านั้น ไม่เพียงลอกไทยมา ยังบอกว่า "ศิลปวัฒนธรรมของไทยนั้นเป็นของเขมรแต่เดิมมา ไทยเป็นเพียงผู้รักษาไว้ เขมรจะลอกกลับมาก็ไม่ผิดอะไร"

มันจะเป็นของเขมรแต่เดิมได้อย่างไร เพราะเขมรเดิมไม่ได้แต่งตัวแบบนี้ ไม่ได้กินแบบนี้ ไม่ได้สละสลวยนวยนาดแบบนี้ ไม่เชื่อก็ดูกำแพงเมืองพระนครวัดของตัวเองก็ได้

ความคิดแบบนี้ไม่มีอะไรยืนยันแม้แต่น้อย เป็นการมโนขึ้นมาเองในช่วงกัมพูชากำลังสร้างรัฐชาติสมัยใหม่และตั้งตัวหลังได้เอกราช พวกนี้จึงหา 'รากเหง้า' แล้วก็มาคว้าเอาของไทยไปทั้งดุ้น จากนั้นก็เขียนประวัติศาสตร์ใหม่เป็นนิยายตุๆ ตะๆ บอกว่ามันเป็นของเรา

ความจริงก็คือ นับตั้งแต่ 'ยุคกลางของกัมพูชา' นั้นไม่มีอารยธรรมเอาเลยเพราะเอาแต่รบกันมาตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยาจนบ้านเมืองเป็นเมืองเถื่อนและต้องอาศัยไทยและญวนไปช่วยแย่งชิงอำนาจกัน ช่วงหนึ่งเขมรตอนล่างตกเป็นของญวน พวกญวนก็ทำการ 'มล้าง' ความเป็นเขมรเสีย ห้ามแต่งตัวเป็นเขมร ห้ามทำผมแบบเขมร ห้ามใช้ชื่อเขมร ต้องเป็นญวนทั้งสิ้น

หลังจากไทยไปช่วยไล่ญวนนี่แหละ ไทยก็ช่วยฟิ้นวัฒนธรรมให้โดยใช้ของไทย แต่งแบบไทย แต่นั้นมาเขมรก็เป็นเงาของไทย แต่แสร้งทำเป็นลืมแล้วมุสาว่า "ชุดเขมรคือของแท้" นี่มันน่าเจ็บใจจริงๆ กับสันดานเนรคุณแบบนี้

ขณะที่ราชสำนักเขมรนั้นได้รับพระเมตตาจากรัชกาลที่ 1 ให้มีละครแบบไทยได้ โดยตอนแรกให้มีแค่ละครนอก (ผู้ชายเล่นทั้งหมด) เพราะเจ้าประเทศราชมีศักดิ์ได้แค่นั้น ส่วนละครใน (ใช้ผู้หญิงเล่นทั้งหมด) เป็นของพระราชสำนักพระจักรพรรดิราชที่กรุงเทพฯ เท่านั้น

ต่อมาหลังจากเขมรสิ้นชาติและถูกทำให้เป็นญวนอยู่พักหนึ่ง พอไทยไปช่วยฟื้นฟูอะไรต่อมิอะไรให้ ในหลวงรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงสงสารพวกเขมรอย่างยิ่ง ก็ทรงมีพระมหากรุณาเป็นพิเศษให้เจ้าเขมรมีละครในอย่างกรุงเทพฯ ได้ แต่นั้นมาละครเขมรจึงเป็นตัวเป็นตน เพราะมีทั้งแบบชายและแบบหญิง แต่ความละเอียดอ้อนช้อยย่อมเทียบกับเมืองหลวง คือกรุงเทพฯ ไม่ได้เลย

ดีอย่างหนึ่งที่ราชสำนักเขมรนั้นเป็นผู้มีอารยะ ไม่เคยลืมว่านาฏศิลป์ของตนรับมาแต่เมืองไทย แม้ในปัจจุบันนี้พระราชวงศ์เขมรก็ยังปกป้องการสืบทอดจากไทยนี้โดยไม่มุสาวาทเพราะพวกท่านมีขัตติยมานะ รวมถึงครูบาอาจารย์เขมรเก่าๆ ที่ยังถือธรรมเนียมบูชาครู โดยบอกว่าครูไทยมาสอนนาฏศิลป์เขมร ซึ่งความซื่อสัตย์ของพวกท่านนั้นน่าเคารพนับถืออย่างยิ่ง

เว้นแต่เจ้าเขมรบางคนที่ "ทำให้ไทยเป็นศัตรูเพื่อสร้างเอกภาพในกัมพูชา" คือ นโรดม สีหนุ ที่มักจะโกหกว่านาฏศิลป์กัมพูชาเป็นต้นตำรับ ส่วนไทยเป็นของขโมยมาจากเขมร เรื่องนี้สีหนุโกหกมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 ต่อชาวโลก ทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปาโมช (ซึ่งก็เป็นนาฏกรชั้นครูท่านหนึ่ง) โกรธเคืองสีหนุมาก และตำหนิอย่างรุนแรงมาแล้ว

ความเท็จที่เกิดจากเจตนาชั่วร้ายทางการเมืองนี้ไม่ได้หมดไปพร้อมกับความตายของสีหนุ แต่กลายเป็น 'ทายาทอสูร' สืบต่อมาในหมู่ชนชั้นเขมรที่ไร้สำนึก เช่น 'พวกสันดานบาปหยาบช้า' อย่างรัฐบาลกัมพูชาทุกวันนี้เท่านั้น ที่ไม่เพียงกลบเกลื่อนความจริงเรื่องที่เขมรรับวัฒนธรรมไทยมา แต่ยังส่งเสริมให้ประชาชนตัวเอง 'ขโมยวัฒนธรรม' กันอย่างซึ่งๆ หน้า

ดังนั้น กัมพูชาทำแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว แต่พอชาติวุ่นวายก้หยุดทำ พอชาติตั้งตัวได้ก็ขโมยจากไทยอีก อย่างที่เราเห็นกันอยู่ตอนนี้

อย่างชุดประจำชาติเขมรนั้น เดิมเป็นชุด 'สมพต' คือนุ่งโจงแบบเขมร ผู้หญิงใส่เสื้ออย่างฝรั่ง ผู้ชายใส่เสื้อราชปะแตนอย่างไทย เวลาแต่งงานจะแต่งกันบบบนี้ โดยชายจะสวมครุยทับอีกโสดหนึ่ง

ชุดสมพตเสื้อฝรั่งนั้น สีหนุกับเครือญาติช่วยกันสร้างช่วยกันโปรโมทขึ้นมาเพื่อ 'สร้างอัตลักษณ์ชุดเขมร' ในช่วงทศวรรษที่ 60 นี่เอง ปัจจุบันในวังหลวงเข้าเขมรที่กรุงพนมเปญก็ยังมีแบบอย่างการแต่งตัวแบบนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์

แต่เขมรยุคสแกมเมอร์ไม่ชอบแต่งแบบนั้น หรือพูดง่ายๆ คือ ทิ้งชุดประจำชาติที่สีหนุสร้างขึ้นมา มาใส่ชุดนุ่งซิ่นห่มสไบ แบบที่รับจากไทยตอนที่ไทยไปช่วยฟื้นวัฒนธรรมให้ รวมถึงชุดไทยโมเดิร์นที่เขมรรับไปช่วงที่เป็นประเทศราชของไทยในช่วงสุดท้าย

เช่น ราชปะแตนนั้นเขมรรับไปจากไทยในรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะช่วงที่พระตะบอง ศรีโสภณ เสียมราฐเป็นมณฑลเขมรของไทย พื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งกระจายวัฒนธณรมราชสำนักไทยในหมู่คนเขมรต่ำๆ ลงไป แต่ปัจจุบันเขมรที่ปัญญาเบาอ้างว่า "เราเป็นเจ้าของเสื้อแบบนี้" เสียอย่างนั้น โดยไม่รู้จักเรียกชื่อให้ถูกต้องเสียด้วย น่าเวทนาเหลือประมาณ

ส่วนครุยนั้นมีหลักฐานในพระราชวงศาวดารเขมร ฉบับราชบัณฑิตยสภา ว่าเจ้าเขมรสมัยอยุธยาระบมาจากราชสำนักไทย โดยให้แต่งครุยอย่างไทย ผู้หญิงก็ให้แต่งอย่างเมืองไทยด้วย

ขณะที่ลอมพอกที่เขมรหันมานิยมใส่อีกครั้งหลังดูละครเรื่อง 'บุพเพสันนิวาส' เป็นเครื่องหัวของไทยมาแต่โบราณ เขมรเรียกย่างไทยว่าลอมพอกเช่นกัน โดยคำนี้เป็นภาษาไทยแท้ๆ และปรากฎในพจนานุกรมภาษาเขมรยุคก่อนว่าเป็น 'คำสยาม'

ปัจจุบันเขมรยุคสแกมเมอร์เคลมเป็นต้นตำรับทั้งหมด ทั้งราชปะแตน ครุยไทย และลอมพอก โดยไม่สนอินทร์สนพรหมอะไรหน้าไหนทั้งสิ้น เพราะถูกโปรแกรมให้เชื่อแบบนั้น

ไม่ใช่ว่าคนไทยจะไม่ชี้แจง แต่พูดดีๆ แล้วไม่ฟัง ทั้งยังกล่าวหาว่าประเทศไทยเป็นโจร

เพราะรัฐบาลโจรของฮุน เซนนั้นมีเจตนาจะปล้นอยู่แล้ว จึงไม่มีทางยอมรับความจริง และมุ่งเผยแพร่เรื่องโกหก วิธีการหนึ่งก็คือการทำให้เรื่องโกหกได้รับความชอบธรรม เช่น การผลักดัน 'วัฒนธรรมกัมพูชา (ที่ปล้นจากไทย)' ไปให้องค์การยูเนสโกรับรอง พอผ่านการรับรองแล้ว ก็จะแสดงท่าหยิ่งผยองว่า "ข้าคือต้นตำรับ" เพราะยูเนสโกยอมรับ

นี่คือความเนรคุณที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ผมเห็นมาในฐานะที่สังเกตการณ์กิจการของโลกนี้มาก็มาก

เมื่อคนเขมรเชื่อโดยไม่คิด ดังนั้น คนไทยก็ต้องตอบโต้ด้วย 'พระเดช' นั่นคือ ต้องประกาศให้โลกรู้ว่าสิ่งที่กัมพูชาป่าวประกาศคือเรื่องเท็จ เปิดโปงขบวนการปล้นสมบัติไทย เปิดหน้าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำโจรกรรมทางวัฒนธรรม ตั้งทีมฟ้องร้องคนเขมรที่ล่วงละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

โดยสรุปก็คือ ให้โลกเห็นว่าประเทศนี้คือ 'จอมโจร' และไทยมีความชอบธรรมที่จะปราบโจรในครั้งนี้

ส่วนการที่เขมรใช้ยูเนสโกเป็นเครื่องมือ ไทยต้องยกมือค้านทุกครั้งไปหากมีของๆ ไทยไปเกี่ยวข้องด้วย เช่น การยัดไส้วัฒนธรรมในการลงทะเบียนโดยยูเนสโก

หากยูเนสโกยยังหูหนวกตาบอด ประเทศไทยก็ควร 'ลงโทษ' องค์การนี้ซะบ้าง เช่น ลดระดับความร่วมมือ กดดันองค์กรนี้ให้หนัก เพราะไทยเป็นภาคีที่สำคัญประเทศนั้น ในเวลาเดียวกันก็ทำการโจมตีกัมพูชาในทางวัฒนธรรมอย่างหนักเพื่อให้ 'ยอมคุกเข่า' ต่อไทยให้จงได้

นี่คือการทำ 'สงครามทางวัฒนธรรม' เพื่อปกป้องอัตลักษณ์ ตัวตน และสมบัติของชาตืจากการถูก 'คนชั่ว' ที่ทำมุสาวาทและเผยแพร่คำมุสาเหล่านั้นต่อชาวโลก

เช่นเดียวกับที่ไทยควรเป็นแม่งานในการทำ 'สงครามต่อต้านการฉ้อโกงทางอิเล็กทรนิกส์' อันเป็นมิจฉาชีพที่เป็นแหล่งทุนให้กัมพูชา

ไทยก็ควรเป็นแม่ทัพในการทำ 'สงครามทางวัฒนธรรม' เพื่อปราบกัมพูชาให้ยอมศิโรราบและรู้สึกถึงความเลวร้ายของตน ในฐานะโจรปล้นวัฒนธรรมคนอื่น

ถึงเวลาของ 'สงครามทางวัฒนธรรม' เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของชาติเราแล้วครับ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - นักระบำจากโรงเรียนสอนศิลปะกำลังแสดงในพิธีฉลองครบรอบ 74 ปีการก่อตั้งพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 (ภาพโดย TANG CHHIN Sothy / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...