โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“ส่งออกกุ้ง” ดิ้นหาตลาดใหม่หนีภาษีทรัปม์ ทุบตลาด 1.2 หมื่นล้านวูบ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 20.40 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 03.39 น.

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากการที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs)โดยปรับอัตราภาษีนำเข้าจากประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งไทยอยู่ในลำดับที่ 20 ถูกเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 36% ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งของไทยอย่างมาก และเมื่อพิจารณาอัตราภาษีนำเข้าเทียบกับประเทศคู่แข่ง มีอัตราภาษีนำเข้าต่ำกว่าไทย

เช่น อินเดีย (-10%)เอกวาดอร์ (-26%) และอินโดนีเชีย (-496) ทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลง และอาจสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับประเทศคู่แข่งได้ โดยเฉพาะสินค้ากุ้งที่เป็นวัตถุดิบและแปรรูปเบื้องต้น(พิกัด 0306) ซึ่งสหรัฐฯ นำเข้าสูงถึง 40%-50 หรือคิดคำนวณปริมาณ 5 หมื่นตัน หรือ 1.2หมื่นล้านบาท จะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง หากขายไม่ได้จะไปขายที่ไหน

นายเอกพจน์ กล่าวว่า จากผลกระทบดังกล่าวก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องหาตลาดใหม่ทดแทน หรือจะเพิ่มการบริโภคในประเทศ ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากภาษีแต่ละประเทศต่ำกว่าไทยทั้งสิ้น ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนักใจ อย่างไรก็ดี ถือคติที่ว่าชีวิตต้องเดินต่อไป อยากให้รัฐบาลเป็นแกนหลักที่จะพาภาคเอกชนไปหาตลาดใหม่ทดแทนให้ได้ส่วนหนึ่งที่ยังเป็นความหวังก็คือ การทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป เพราะหากเจรจาสำเร็จจำนวนส่วนเกินในตลาดสหรัฐจะไปที่ตลาดนี้ทดแทนทันที

ด้านกองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง กรมประมง รายการการส่งออกกุ้งของไทยเพิ่มขึ้นในเดือน พฤษภาคม2568 โดยเป็นการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมการส่งออกกุ้ง ม.ค.-พ.ค.2568 ยังลดลงเมื่อเทียบกับปี2567 ซึ่งเป็นปีที่ส่งออกต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

สถานการณ์ภายนอกประเทศ

การผลิต : ในเอเชีย การจับกุ้งของปี 2568 เกษตรกรผู้เลี้ยงทั่วเอเชียได้รับผลกระทบอีกครั้งจากการประกาศเก็บภาษีนำเข้าอาหารทะเลที่ค่อนข้างสูงของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2568 โดยในขณะนี้การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงดังกล่าว ได้ชะลอไว้เป็นเวลา 90 วัน (จนถึง ก.ค.68) ล่าสุดขยายรอบ 2 สิ้นสุดวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ยกเว้น จีนที่โดนภาษีนำเข้าทันทีในอัตราที่สูงถึง 245% ด้าน “เอกวาดอร์” ที่เป็นผู้ส่งออกกุ้งไปยังสหรัฐเมริการายใหญ่ที่สุด ได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกอื่นในอาเซียน เนื่องจากผู้ผลิตจากอเมริกาใต้โดนภาษีเพียง 10%

ตลาดสหรัฐอเมริกา : การนำเข้ากุ้งของสหรัฐฯ ในเดือน มกราคม - มีนาคม 2568 ปริมาณ 205,770.30 ตันมูลค่า 1,711.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 12.57% และ 22.19% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลาดนำเข้าหลัก ได้แก่ อินเดีย เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย เวียดนามและไทย ซึ่งการนำเข้าจากไทยมีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 41.76% และ 37.24% ตามลำดับ

ตลาดญี่ปุ่น : การนำเข้ากุ้งของญี่ปุ่นในเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2568 ปริมาณ 44,951.48 ตัน มูลค่า 62,850.30 ล้านเยนปริมาณลดลง 0.52% ในขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้น 6.50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนตลาดนำเข้าหลัก ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย ไทย และอาร์เจนตินา ซึ่งการนำเข้าจากไทยมีปริมาณลดลง 3.43% ในขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นขึ้น 1.80%

ตลาดจีน : การนำเข้ากุ้งของจีนในเดือน ม.ค. - มี.ค.68 ปริมาณ 221,384.94 ตัน มูลค่า 1,197.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณและมูลค่าลดลง 11.81% และ 3.82% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลาดนำเข้าหลัก คือ เอกวาดอร์ อินเดีย ไทย อาร์เจนตินา และแคนาดา ซึ่งการนำเข้าจากไทย มีปริมกณและมูลค่ายพลง 1912% และ 2307% ตามลำดับ โดยราคากุ้งในประเทศทรงตัวในระดับต่ำใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิต และเกิดปัญหาการระบาดของโรค TPD และ EHP

ทั้งนี้สำหรับราคาในประเทศ ช่วงเดือน เมษายน 8 ราคากุ้งโดยเฉลี่ย 142.15 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ปรับลดลง 8.76% เมื่อเทียบกับเดือน มีนาคม 2568 ราคาลดลงในทุกขนาด โดยเฉพาะกุ้งขนาดเล็ก (70-100 ตัว/กก.) ราคาลดลงเฉลี่ย 16.72 บาท/กก. ในขณะที่เมื่อเทียบกับเดือน เมษายน 2567 ราคาปรับเพิ่มขึ้น 10.45% โดยมีจำนวนตู้ที่เข้าสู่ตลาด 1,776 ตู้ เพิ่มขึ้น 0.23% ปริมาณกุ้งที่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาปรับลดลงตามกลไกตลาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...