“เศรษฐกิจจีน” โตชะลอใน Q2 ที่ 5.2% ท่ามกลางแรงกดดันภาษีสหรัฐ-วิกฤตอสังหาฯ
"เศรษฐกิจจีน" โตชะลอใน Q2 ที่ 5.2% ท่ามกลางแรงกดดันภาษีสหรัฐ-วิกฤตอสังหาฯ รัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นชุดใหญ่และเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐก่อนเส้นตาย 12 ส.ค.68
วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.31 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า สำนักสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ระบุว่าเศรษฐกิจจีนเติบโตในอัตราที่ชะลอลงในไตรมาสที่สองของปีนี้ โดยขยายตัวที่ 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก Reuters คาดไว้เล็กน้อยที่ 5.1% แต่ลดลงจาก 5.4% ในไตรมาสแรก
โดยการเติบโตที่ชะลอตัวเกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้ากับสหรัฐ ภาวะเงินฝืด (deflation) และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ลากยาวมาหลายปี
โดยยอดค้าปลีกในเดือนมิถุนายนโตเพียง 4.8% จากปีก่อนหน้า ชะลอลงจาก 6.4% ในเดือนพฤษภาคม และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.4% โดยยอดขายในหมวดร้านอาหารและอาหารนอกบ้าน เพิ่มขึ้นเพียง 0.9% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 ช่วงที่จีนยังเผชิญกับโควิด-19 ระบาดหนัก (ข้อมูลจาก Wind Information)
การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 6.8% สูงกว่าค่ากลางที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 5.7% การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Investment) ช่วงครึ่งปีแรก โตเพียง 2.8% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 3.6% โดยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทรุดตัวลง 11.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนักขึ้นจาก 10.7% ที่รายงานไว้ในช่วง 5 เดือนแรก นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและภาคการผลิตก็ชะลอตัวลงเช่นกัน
ขณะที่อัตราการว่างงานในเขตเมือง ทรงตัวที่ 5% ในเดือนมิถุนายน หลังจากแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 5.4% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์
เมื่อเดือนเมษายน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 145% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก ส่งผลให้รัฐบาลปักกิ่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายชุด เช่น สนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ส่งออกที่ประสบปัญหาการรับคำสั่งซื้อ ให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทที่จ้างบัณฑิตใหม่ และขยายโครงการ “แลกสินค้าเก่าเป็นสินค้าใหม่” เพื่อกระตุ้นการบริโภค
สำนักสถิติแห่งชาติจีน ระบุในแถลงการณ์ภาษาอังกฤษว่า “เราควรตระหนักว่ามีหลายปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอนและไม่เสถียร” พร้อมยอมรับว่า “อุปสงค์ในประเทศยังไม่เพียงพอ”
ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงหยุดพักภาษีในเดือนพฤษภาคม โดยตกลงที่จะทยอยลดภาษีซึ่งกันและกัน โดยในเดือนมิถุนายน ผู้แทนการค้าของทั้งสองฝ่ายได้หารือกันที่กรุงลอนดอน และร่างกรอบข้อตกลงที่มีสาระสำคัญคือ จีนจะเร่งอนุมัติการส่งออกแร่หายาก (rare-earth minerals) และสหรัฐจะผ่อนคลายข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน และอนุญาตให้นักเรียนจีนขอวีซ่าเพื่อศึกษาต่อในสหรัฐได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้จีนมีเส้นตายวันที่ 12 สิงหาคม ในการสรุปข้อตกลงถาวรร่วมกับสหรัฐ
นอกจากนี้ในเดือนพฤษภาคม จีนยังได้เปิดตัวนโยบายกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดการเงิน ขณะที่มาตรการกระตุ้นเหล่านี้ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวในบางภาคส่วน โดยทั้งดัชนีภาคการผลิตจากภาครัฐและเอกชนต่างแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมในโรงงาน
โดยภาคการส่งออกของจีนยังคงแข็งแกร่งในไตรมาสที่ผ่านมา โดยผู้ประกอบการเร่งปรับเส้นทางการค้าไปยังตลาดใหม่ การส่งออกไปยังสหรัฐลดลง 10.9% ในช่วงครึ่งปีแรก
ขณะที่การส่งออกไปยังประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้น 13% และไปยังกลุ่มสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 6.6% ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐลดลงจาก 14.1% ในครึ่งปีแรกของปีก่อน เหลือเพียง 11.9% ในปีนี้
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจีนปีนี้ยังดูมั่นคงด้วยแรงหนุนจากการส่งออกและมาตรการรัฐ นักเศรษฐศาสตร์หลายรายยังคงเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังชุดใหม่
หวง อี้ผิง ที่ปรึกษาธนาคารกลางจีน (PBOC) ระบุในรายงานร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์อีก 2 คนว่า ทางการควรออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังเพิ่มเติมถึง 1.5 ล้านล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการบริโภคในครัวเรือนและชดเชยผลกระทบจากภาษีของสหรัฐ รวมถึงควรลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
อ้างอิง : cnbc.com