เสียหายหลักล้าน ชดเชย 9,000 บาท เมื่อการเยียวยาหลังน้ำท่วมของรัฐ ยังล่าช้า และสวนทางกับความสูญเสีย
การเยียวยากลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองทุกครั้งหลังเกิดภัยพิบัติ เนื่องจากเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่า ฝ่ายบริหารมองเห็นผลกระทบที่เกิดกับผู้ประสบภัยคิดเป็นมูลค่าเท่าไร ขณะเดียวกันการเยียวยาก็ต้องทำภายใต้โจทย์แห่งความครอบคลุม ทั่วถึง และช่วยเหลือมาก-น้อย ให้ได้สัดส่วนกับความเสียหาย จึงจะนำไปสู่การพลิกฟื้นสถานการณ์หลังภัยพิบัติได้ในภาพรวม
หากลองสำรวจการเยียวยา-ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2567 จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่มีมติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาแล้ว ส่วนแรกคือ เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ประสบภัยจำนวน 9,000 บาท แบบเหมาจ่ายอัตราเดียว และส่วนที่ 2 คือ เงินช่วยเหลือ-ฟื้นฟูความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน ช่วยมากหรือช่วยน้อย ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย โดยมีเงินช่วยเหลือต่อหนึ่งหลังคาเรือนสูงสุดอยู่ที่ 2.3 แสนบาท และอัตราต่ำสุดที่ 1.5 หมื่นบาท โดยการประเมินความเสียหายเพื่อรับเงินเยียวยาเป็นความรับผิดชอบของอำเภอ และส่งให้กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อเบิกงบเยียวยา
สำหรับผู้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ เราต่างเห็นร่วมกันว่า มีที่พักอาศัยหลายหลังจมน้ำเกือบมิดหลังคา บ้างลอยไปตามกระแสน้ำ ขณะที่ทรัพย์สินมีค่าอยู่ในสภาพพังเสียหายกลายเป็นเศษขยะ บางคนถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว ประเด็นที่น่าติดตามคือ เงินเยียวยา-ช่วยเหลือ-ฟื้นฟูจากรัฐบาลนั้น ช่วยเหลือพวกเขาได้มากน้อยเพียงใด ขณะพื้นที่ประสบภัยบางแห่ง เช่น จังหวัดเชียงรายที่เผชิญกับอุทกภัยมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ผ่านมาแล้ว 1 เดือน แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าประเมินความเสียหาย เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบภัย
The Momentum ชวนมองภาพความเสียหายที่ประเมินจากผู้ประสบภัยจริงว่า พวกเขาคิดมูลค่าความเสียหายทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน และเครื่องมือประกอบอาชีพของเขาเป็นมูลค่าเท่าไร และเม็ดเงินที่รัฐบาลระบุว่า เป็นเงินสำหรับ ‘เยียวยา-ฟื้นฟู-ช่วยเหลือ’ นั้น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แค่ไหนกัน
01
ภาคธุรกิจ SMEs
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 ร้านหนังสือเช่าเชียงราย ของ ปิยะ ยูรประดับตั้งอยู่บนถนนศรีบุญเรือง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ต้องกลายเป็นร้านหนังสือกลางแม่น้ำ หลังแม่น้ำกกเอ่อเข้าท่วมชุมชนทั่วบริเวณ ทำให้เจ้าของร้านหนังสือตัดสินใจอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย
ด้วยระดับน้ำที่สูงถึง 2 เมตร อาคารชั้นเดียวที่เป็นทั้งร้านเช่าหนังสือและบ้านของปิยะจึงจมอยู่ในน้ำท่วมสูงเกือบแตะหลังคา ขณะที่หนังสือถูกกระแสน้ำพัดจมหายไปเกือบหมื่นเล่ม แม้จะขนย้ายไปเก็บไว้บนที่สูงแล้วก็ตาม
เจ้าของร้านหนังสือประเมินมูลค่าความเสียหาย โดยประเมินว่า หนังสือสำหรับเช่าราคาเฉลี่ยเล่มละ 250 บาท เสียหายจำนวน 9,000 เล่ม คิดเป็นมูลค่ารวม 2.25 ล้านบาท เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง กาต้มน้ำ หม้อหุงข้าว และตู้เย็น มูลค่ารวม 7,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 2,000 บาท
สำหรับการฟื้นฟู ปิยะเน้นการซ่อมแซม-ทำความสะอาดภายในร้านหนังสือเช่า เพื่อเร่งเปิดให้บริการอีกครั้งหนึ่ง โดยจ้างแม่บ้านทำความสะอาดจำนวน 2 วัน คิดเป็นค่าใช้จ่าย 3,000 บาท ซ่อมแซมชั้นวางหนังสือที่พังเสียหาย 1 หมื่นบาท ซื้อคอมพิวเตอร์มือสองสำหรับลงทะเบียนหนังสือราว 6,000 บาท และค่าลงโปรแกรมอีก 2,500 บาท
ด้านการจ่ายเงินเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ประสบภัย ปิยะยังไม่ได้รับเงินเยียวยาใดๆ จากส่วนกลาง ทั้งเงินเยียวยาผู้ประสบภัย 9,000 บาท และเงินอื่นๆ สำหรับชดเชยความเสียหายเกี่ยวกับอุปกรณ์ประกอบอาชีพ มีเพียงเงินเยียวยาผู้ประสบภัยจากทางเทศบาลจำนวน 2,500 บาทที่ได้รับแล้ว ขณะที่ความเสียหายในส่วนของโครงสร้างบ้านพัก ปิยะระบุว่า ตนไม่ได้รับ เนื่องจากอาคารดังกล่าวเป็นอาคารที่เช่าอาศัย สิทธิรับเงินเยียวยาจึงเป็นของเจ้าของอาคารแทน
02
เกษตรกรในจังหวัดเชียงราย
ดวงแสง วงศ์ชัยเกษตรกรในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เล่าว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่เขาได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก เข้าพื้นที่แปลงเกษตรของชาวบ้านในอำเภอเชียงของ จนถึงวันนี้ยังไม่มีการเยียวยาภาคการเกษตรที่ได้รับความเสียหายแม้แต่แดงเดียว
สำหรับความคืบหน้าการเยียวยาในอำเภอเชียงของ ดวงแสงระบุว่า ยังไม่มีการประเมินมูลค่าความเสียหายและแจ้งแก่ผู้ประสบภัยซึ่งเป็นเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านยังไม่สามารถรับรู้ได้ว่า จะได้รับเงินเยียวยามากน้อยเพียงใด และจะได้เมื่อไร ขณะที่มีการแจ้งจากผู้นำชุมชนว่า จะมีเงินเยียวยาความเสียหายจำนวน 5,000 บาท จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โอนตรงเข้าบัญชีธนาคารของชาวบ้าน แต่เมื่อดวงแสงไปตรวจสอบดูกลับพบว่า ยอดเงินในบัญชียังว่างเปล่า
สำหรับความเสียหายของดวงแสง แบ่งออกตามชนิดพืชผลที่เพาะปลูก เริ่มจากมะนาวจำนวน 2 งาน เสียหายประมาณ 3 หมื่นบาท ส้มโอขนาดผลปกติจำนวน 1 ไร่ เสียหาย 5 หมื่นบาท และข้าวโพดจำนวน 2 ไร่ เสียหายรวม 2 หมื่นบาท
เหล่านี้ยังไม่รวมต้นทุนการผลิตอื่นๆ เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง แรงงาน แรงใจ และเวลาที่คอยดูแลรักษาพืชผลเกษตรให้ออกดอกออกผลจนขายได้ แต่วันนั้นกลับไม่มาถึงสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมจำนวนมากจากภาคเหนือ
03
อุปกรณ์ประกอบอาชีพ
เครื่องมือและสินค้าภายในอู่ซ่อมรถ รวมทั้งเครื่องจักรเย็บผ้าภายในบ้านอีก 5 เครื่อง ของครอบครัว วิภารัตน์ ธนานนท์กุล อายุ 24 ปี ปัจจุบันมีสภาพพังเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมกลับมาใช้งานได้ ภายหลังแม่น้ำปิงเอ่อท่วมชุมชนตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา
วิภารัตน์เล่าว่า น้ำเริ่มไหลเข้าท่วมชุมชนที่เธอและครอบครัวอาศัย ช่วง 6 โมงเช้า และมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ครอบครัวของเธอมีเวลาไม่มากพอ สำหรับเก็บข้าวของย้ายขึ้นที่สูง ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ประกอบอาชีพทั้งหลายที่กระจัดกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของบ้านพักและอู่ซ่อมรถ ขณะที่การเตือนภัยในชุมชนของเธอทำได้ไม่ดีพอ ต้องอาศัยการประกาศเตือนจากชุมชนข้างเคียง จึงทราบว่า มีมวลน้ำกำลังจะเข้าท่วมภายในชุมชน
สำหรับความเสียหายภายในบ้านของวิภารัตน์ โดยมากเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ แบ่งเป็นสินค้าภายในอู่ซ่อมรถที่ถูกกระแสน้ำพัดหายไปมูลค่ารวม 9 หมื่นบาท จักรสำหรับเย็บผ้าที่เสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมและนำกลับมาใช้งานใหม่ได้จำนวน 5 ตัว มูลค่า 1 แสนบาท รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในบ้านและอู่ซ่อมรถ ซึ่งอยู่ด้านนอกบ้านอีกจำนวนหนึ่งมูลค่ารวม 1 แสนบาท
ส่วนข้าวของเครื่องใช้ที่นอกเหนือกับอุปกรณ์ประกอบอาชีพ พบว่า สิ่งที่พังเสียหายมากคือ ยานพาหนะของครอบครัวจำนวน 4 คัน คาดว่า มีค่าซ่อมแซมไม่ต่ำกว่าคันละ 3.5 หมื่นบาท ทางเข้าออกห้องต่างๆ ภายในบ้านมีค่าซ่อมแซมเฉพาะอุปกรณ์ เช่น ประตูมูลค่า 2,600 บาท โดยไม่รวมค่าจ้างช่างซ่อม อุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดรวม 3,000 บาท และเครื่องสูบน้ำขังมูลค่า 3 หมื่นบาท
และเช่นเดียวกับลุงปิยะกับดวงแสง ครอบครัวของวิภารัตน์ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียวจากหน่วยงานท้องถิ่นหรือจากส่วนกลาง แม้จะส่งเอกสารเพื่อขอรับการเยียวยาครบถ้วน ครอบครัวของเธอจึงไม่รู้ว่า จะได้รับเงินเยียวยาเมื่อไร และจะสามารถพลิกฟื้นความเสียหายที่เกิดขึ้นได้มากน้อยขนาดไหน
04
‘รัฐ’ องค์ประกอบสำคัญ พลิกฟื้นสถานการณ์
ความเสียหายและความคืบหน้าในการช่วยเหลือ-เยียวยา ที่ได้ฟังมาจากผู้ประสบภัยพิบัติ ทำให้เห็นได้ว่า การบริหารของรัฐภายหลังผ่านพ้นช่วงวิกฤตมีประสิทธิภาพมาก-น้อยเพียงใด การเยียวยาได้สัดส่วนกับความเสียหายหรือไม่ และเป็นข้อมูลให้พอคาดการณ์ว่า ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ปกติ
สิ่งที่น่าจับตามองคือ ความกระฉับกระเฉงของหน่วยงานภาครัฐ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหาย ยังเร็วไม่พอต่อความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น และจนถึงวันนี้ยังพบว่า ผู้ประสบภัยไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกร ธุรกิจรายย่อย หรือบ้านเรือนทั่วไป ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้บางพื้นที่จะผ่านพ้นอุทกภัยไปนับเดือนแล้วก็ตาม