โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รู้จัก SMEG แบรนด์เครื่องครัวหรูจากอิตาลี จากตระกูลช่างตีเหล็ก สู่ ตู้เย็นหลักแสนที่มีแต่คนอยากได้

Thairath Money

อัพเดต 02 ก.ย 2567 เวลา 11.02 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2567 เวลา 10.08 น.
ภาพไฮไลต์

สายทำอาหารและสายแต่งบ้านคงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์นี้ ความนิยมที่เพิ่มขึ้นจากการปรากฏตัวในภาพยนตร์ ซีรีส์ และช่องยูทูปของนักรีวิว เชฟและเซเลบริตี้ทั่วโลก กำลังทำให้ SMEG กลายเป็นไอเท็มแต่งบ้านชิ้นสำคัญที่หลายคนหมายตา โดยเฉพาะตู้เย็นสีสันสดใสสไตล์วินเทจราคาหลักแสนที่ขึ้นแท่นเป็นตู้เย็นในฝันของใครหลายคนในตอนนี้

Thairath Money คอลัมน์ BrandStory ครั้งนี้พาไปรู้จักกับSMEG “สเม็ก” แบรนด์อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้องครัวชื่อดังจากอิตาลี ย้อนเส้นทาง 70 กว่าปีของตระกูล Bertazzoni ที่เชี่ยวชาญด้านการตีเหล็ก สู่แบรนด์เครื่องครัววินเทจสุดหรู เบื้องหลังแนวคิดการออกแบบที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องความสวยงามแต่ยังเต็มไปด้วยคุณภาพที่ทำให้หลายคนยอมจ่ายเงินลงทุน

จากงานตีเหล็กสู่งานดีไซน์ “ศิลปะในรูปแบบเครื่องครัว”

SMEG ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 ที่เมือง Guastalla ประเทศอิตาลี โดยตระกูลช่างตีเหล็กที่เชี่ยวชาญด้านโลหะนำโดย Vittorio Bertazzoni ผู้ก่อตั้งที่ได้นำเอาความรู้ความเชี่ยวชาญมาเริ่มต้นผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อขายให้กับคนในยุคนั้นที่ประเทศเริ่มฟื้นฟูจากสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เศรษฐกิจเริ่มกลับรุ่งเรืองและผู้คนเริ่มกลับมามีวิถีชีวิตปกติ

SMEG ย่อมาจาก “Smalterie Metallurgiche Emiliane Guastalla” โรงงานตีเหล็กแห่งหมู่บ้าน Guastalla แห่งเมือง Emilia ซึ่งบ่งบอกถึงบ้านเกิดของแบรนด์นั่นเอง โดยต่อมาไม่นานก็เปิดตัวชุดเตาทำอาหาร หรือ Cookers รุ่น Elizabeth สินค้าชิ้นแรกภายใต้แบรนด์ SMEG ที่โดดเด่นกว่าใครในตลาด เพราะฟังก์ชันที่ตอบโจทย์แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นก็คือ การรวมเอาเตาอบและเตาปรุงอาหารไว้ด้วยกัน โดยด้านบนเป็นเตาปรุงอาหาร ด้านล่างเป็นเตาอบที่มาพร้อมกับระบบไฟอัตโนมัติ

ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษที่ 50 SMEG ก็เริ่มขยายการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สร้างความว้าวให้กับตลาดในยุคนั้นหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องซักผ้ารุ่น LEDA เครื่องล้างจานรุ่น Niagara ที่ใส่จานชามแก้วได้ถึง 14 ชิ้นภายในทีเดียว ต่อเนื่องด้วยเครื่องครัวแบบบิวท์อินสำหรับอุตสาหกรรม โดยหลังจากนั้นจากเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ SMEG ก็เริ่มขยายสู่การผลิต Home Appliance ขนาดเล็กอย่างเครื่องทำกาแฟ เครื่องปั่นน้ำผลไม้ และเครื่องปิ้งขนมปัง เป็นต้น

จากฝีมือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของตระกูล Bertazzoni ทำให้สินค้าของ SMEG ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงและอายุการใช้งานที่ยาวนานรุ่นต่อรุ่น นอกจากนี้การตีเหล็กให้ออกมาได้โค้งมนสวยงามแบบนี้ ต้องผ่านการออกแบบร่วมกับการผลิตขั้นสูง ซึ่งไม่ใช่ใครก็ทำได้ ทำให้ SMEG ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จากการยอมรับทั้งด้านคุณภาพการผลิต วัสดุ และรสนิยมในการออกแบบ กล่าวคือ นอกจากประโยชน์ใช้สอยที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้คนแล้ว SMEG ยังขึ้นชื่อว่าเครื่องครัวที่มีเทสต์จนถึงขั้นที่ทำให้ลูกค้าบอกต่อกันปากต่อปากว่า เพียงแค่มีสินค้า SMEG อยู่ในห้อง ห้องๆ นั้นก็จะสวยขึ้นมาทันที

ชุดเครื่องครัวที่ออกแบบโดยสถาปนิกและดีไซเนอร์

SMEG ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยก่อนที่ดูดุดัน ใหญ่เทอะทะ ไม่น่ามอง มีดีไซน์ที่ทันสมัย เรียบหรู น่ามองมากยิ่งขึ้น ผ่านงานออกแบบ เพราะเชื่อว่า นอกจากความทนทานแล้ว ความสวยงามยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเลือกซื้อสินค้า

โดยดีไซน์สุดสร้างสรรค์ของ SMEG ที่เราเห็นแต่ละคอลเล็กชันได้แรงบันดาลใจมาจากยุคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามแบบคลาสสิกในยุค 50's ที่ยกกลิ่นอายฉบับเรโทรที่มาพร้อมกับสีสันสดใส การเลือกใช้สีพาสเทล เขียว ชมพู ครีม ผสมผสานไปกับสไตล์อินดัสเทรียล ถูกออกแบบอย่างบรรจงผ่านการทำงานร่วมกันกับสถาปนิกและนักออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ จนถึงขั้นที่ SMEG ถูกยกย่องว่านี่คือศิลปะในรูปแบบของเครื่องครัวกันเลยทีเดียว การันตีด้วยรางวัลมากมายด้านการออกแบบจากเวทีต่างๆ

ตัวอย่างเช่นในยุคแรก Mario Bellini สถาปนิกชาวอิตาลีผู้คร่ำหวอดในวงการการออกแบบ ก็เป็นอีกท่านที่ได้เข้ามาร่วมออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้า SMEG ในซีรีส์ที่ชื่อว่า Contemporary ซึ่งประกอบไปด้วยเตาทำอาหารหลากหลายประเภทที่นำเสนอลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ เน้นรูปทรงที่มีความเป็นอิสระ โค้งมนแบบไร้ขีดจำกัด ภายใต้แนวคิดร่วมสมัย ทำให้ผลงานของ Mario Bellini สามารถเข้าได้กับคนทุกยุค และเป็นที่นิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

Guido Canali อีกหนึ่งสถาปนิกชาวอิตาลีที่ได้มาร่วมออกแบบชุดเตาอบคอลเลกชัน Classic ในปี 1985 ผลงานของเขาสะท้อนถึงความเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความงามสง่าเข้ากับยุคสมัย โดยเขายังเป็นผู้ที่ออกแบบสำนักงานใหญ่ของ SMEG ซึ่งตั้งอยู่ที่อิตาลีอีกด้วยที่เป็นสัญลักษณ์ของ SMEG นอกจากนี้ยังมี Marc Newson และ Renzo Piano อีกหนึ่งนักออกแบบที่มาร่วมออกแบบเตาอบที่สร้างผลงานหัวเตาแก๊สที่เป็นไอคอนิก โดยสินค้าที่เขาได้ออกแบบนั้นอยู่ในซีรีส์ที่มีชื่อว่า The Piano Design

โดยต่อมาในยุคต่อมาที่รับช่วงต่อโดยทายาทรุ่นที่สอง Vittorio Bertazzoni Jr. ก็เริ่มเดินหน้าต่อกับกลยุทธ์คอลแล็บกับดีไซเนอร์เพื่อสร้างภาพจำใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ อย่าง Dolce & Gabbana และ Supreme ทำลวดลายสำหรับคอลเล็กชันพิเศษให้กับแบรนด์

ดังนั้นจะมาเป็นตู้เย็นเหมือนกันไม่ได้ !

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนำสุนทรียศาสตร์ของสถาปัตยกรรมมาใช้กับผลิตภัณฑ์ภายในบ้าน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้ SMEG มีดีไซน์ที่เรียบหรูและใช้งานได้จริง ได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของแบรนด์ตั้งแต่เตาอบ เตาแก๊ส ตู้เย็น ไปจนถึงเครื่องล้างจาน ที่แม้แต่จะวินเทจแต่กลับสง่างามเหนือกาลเวลา

ในบรรดาสินค้า SMEG สิ่งที่เป็นภาพจำที่สุด คือ ตู้เย็นสไตล์ 50's Retro รุ่น Fab ที่เปิดตัวมาในปี 1997 ด้วยรูปทรงโค้งมน วินเทจ และสีสันสดใสได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันที่สดใสและความหวังในยุค 50'sที่เต็มไปด้วยความคิดริเริ่มและนวัตกรรมต่างๆ ที่น่าตื่นเต้น ทำให้ตู้เย็น รุ่น Fab ผสมผสานความทรงจำในยุคเก่าเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่อย่างลงตัว

ทำให้ตู้เย็นของ SMEG กลายเป็นไอคอนิกไอเท็มของห้องครัวที่หลายคนในใฝ่ฝัน อีกทั้งราคาขายซึ่งเริ่มต้นที่ 2 แสนบาทก็ได้ทำให้ตู้เย็นและชบวนสินค้าประเภทอื่นๆ ของ SMEG ที่ราคาสูงไม่แพ้กันกลายเป็นไอเท็มบ่งบอกสถานะโดยปริยาย

อ้างอิงSMEG

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จัก SMEG แบรนด์เครื่องครัวหรูจากอิตาลี จากตระกูลช่างตีเหล็ก สู่ ตู้เย็นหลักแสนที่มีแต่คนอยากได้

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...