โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คดี 112 ของไผ่ ทะลุฟ้าและครูใหญ่ กรณีปราศรัย #ราษฎรออนทัวร์ พิพากษาวันที่ 13 ก.ย. 67

iLaw

อัพเดต 12 ก.ย 2567 เวลา 04.20 น. • เผยแพร่ 12 ก.ย 2567 เวลา 04.20 น. • iLaw

13 กันยายน 2567 ศาลจังหวัดภูเขียวนัดไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์ฟังคำพิพากษาในคดีที่ทั้งถูกฟ้องในความผิดตามมาตรา 112 มาตรา 116 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับการอนุญาต จากการชุมนุม #ราษฎรออนทัวร์ ของกลุ่ม “ราษฎร” บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและหน้าสถานีตำรวจภูธรภูเขียว เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เดิมคดีนี้มีจำเลยร่วมอีกหนึ่งคนคือ ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอก แต่ไม่สามารถติดตามตัวได้ ตามคำฟ้องกล่าวหาในสองประเด็นคือ เนื้อหาการปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่เข้าข่ายการกระทำหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามมาตรา 112 และจำเลยทั้งสามกับพวกยังติดป้ายผ้าหน้าสถานีตรวจภูธรภูเขียว มีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” “ผูกขาดวัคซีนหาซีนให้เจ้า” “ประยุทธ์ออกไป” “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” อันเข้าข่ายการกระทำยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116

จุดเริ่มต้นของการชุมนุมหน้า สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ของกลุ่ม “ราษฎร” จัดการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษกรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้านจากการลงชื่อสมัครเข้าร่วมค่าย“ราษฎรออนทัวร์” ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2564 ทว่าภายหลังการชุมนุม นอกจากผู้ชุมนุมจะไม่ได้รับการตอบสนองข้อเรียกร้องจากตำรวจ สภ.ภูเขียว แล้วยังถูกดำเนินคดีพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยมีสามรายที่ถูกดำเนินคดีแยกออกมาในข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ 116 คือ ไผ่-จตุภัทร์ ครูใหญ่-อรรถพล และไมค์-ภาณุพงศ์

https://flic.kr/p/2qfKi1K

รู้จักไผ่ ทะลุฟ้า อดีตผู้ต้องขัง ม.112 เพราะแชร์ข่าวจาก BBC

ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักกิจกรรมทะลุฟ้า บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมและเป็นสมาชิกกลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม หรือ กลุ่มดาวดิน ทั้งยังเคยร่วมกิจกรรมกับประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ จตุภัทร์ และกลุ่มดาวดินเคยได้รับรางวัล “เยาวชนต้นแบบ” ในงานประกาศผลรางวัล “คนค้นฅนอวอร์ด” ครั้งที่ห้า และทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกับกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ (New Democracy Movement: NDM) ปัจจุบัน ไผ่-จตุภัทรเป็นหนึ่งในนักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้าที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่และขับเคลื่อในประเด็นสิทธิชุมชนและสิทธิในที่ดินทำกิน

เดือนธันวาคม 2559 ไผ่แชร์บทวิเคราะห์ของสำนักข่าว BBC Thai เรื่อง “พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย” บนเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นผลให้เขาถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 คดีแรกในชีวิตของเขา ในชั้นตำรวจเขาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากนั้นไม่กี่วันพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอเพิกถอนการประกันตัวไผ่ วันที่ 22 ธันวาคม 2559 ศาลพิจารณาคำร้องโดยลับและเห็นตามคำร้องของให้ถอนการประกันตัว ทำให้เขาสูญเสียอิสรภาพนับแต่นั้นแม้จะมีการยื่นประกันอีกอย่างน้อยสิบครั้ง ระหว่างการพิจารณาคดีศาลจังหวัดขอนแก่นสั่งพิจารณาคดีเป็นการลับ ห้ามเผยแพร่เนื้อหาการสืบพยาน และอ่านคำพิพากษาเป็นการลับอีกด้วย ต่อมาไผ่ได้รับการปล่อยตัวออกจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น หลังมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 รวมเวลาถูกคุมขัง 870 วัน หรือ 2 ปี 4 เดือน 20 วัน

ครูใหญ่ ติวเตอร์ผู้ฝันใฝ่ถึงวันที่ประเทศนี้จะมีรัฐสวัสดิการ

อรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่ ติวเตอร์สอนวิชาสังคมและภาษาไทยให้นักเรียนมัธยมฯในจังหวัดขอนแก่นและเป็นสมาชิกกลุ่มขอนแก่นพอกันที เปิดใจคุยถึงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเวทีเสวนา “ก้าวแรกคือชัยชนะ ก้าวอย่างสม่ำเสมอคือการต่อสู้” ที่หมู่บ้านทะลุฟ้าด้านข้างทำเนียบรัฐบาล วันที่ 21 มีนาคม 2564 ว่า “วันแรกที่ผมตัดสินใจกระโดดเข้ามาคลุกคลีตีโมงอยู่กับเรื่องทางการเมือง เขามีแฟลชม็อบช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว [2563] น้อง ๆ ที่รู้จักผม ก็โทรมา “พี่ใหญ่ พวกผมจะทำม็อบ พี่ช่วยมาปราศรัยให้หน่อย ผมเชื่อว่าพี่ทำได้” ก็เริ่มขึ้นปราศรัยครั้งแรกม็อบที่บึงสีฐาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น”

ครูใหญ่-อรรถพล เล่าถึงครั้งแรกที่โดนหมายว่าเขาเองก็รู้สึกตกใจเพราะว่าเขาเพิ่งถูกสลายการชุมนุม เมื่อเช้าวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ในขณะนั้นเขาเหมือนต้องใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ เพราะเป็นหมายจับ ประกาศออกทีวี ทำให้แม่ของเขาต้องทราบเรื่องนี้อย่างแน่นอน หลังจากนั้นก็มีหมายมาเรื่อย ๆ เขากล่าวว่า “อำนาจมันอยู่มันอยู่ในมือคุณ คดีมันอยู่ที่ปลายปากกา ไม่เป็นไร เรายืนยันที่จะสู้กันตามระบบ”

เมื่อถามถึงจุดมุ่งหมายของชีวิตและการเคลื่อนไหวทางการเมืองครูใหญ่กล่าวว่า “ผมเป็นคนหนึ่งที่สามารถทำตามความฝันของตัวเองได้ ไม่มากก็น้อย ผมไม่ต้องไปรีบสอบบรรจุ ไม่ต้องไปรีบทำงาน จนผมได้ค้นพบว่าชีวิตที่มีอิสรภาพหน่อย มีรายได้ก็คือเป็นติวเตอร์ ผมเว้นว่างอยู่เป็นปีกว่าจะทำงาน เพราะพ่อกับแม่ผมต่อให้ป่วยยันตาย ยังไงก็รักษาฟรี แต่ถ้าพ่อแม่คนอื่นล่ะ ถ้าป่วยแล้วเขาจะเอาสวัสดิการรักษา ดังนั้นเขาจบมาแล้วเขาต้องรีบเข้าสู่ระบบแรงงานทันที โดยที่คุณไม่มีสิทธิเลือก งานอะไรที่คว้าได้ก่อน ดังนั้น คนไทยจะทำตามฝันได้ต้องมีรัฐสวัสดิการในประเทศนี้เท่านั้น นี่คือสิ่งที่ทำให้ต้องลุกขึ้นมา แม้ว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะผมเป็นคนที่ได้รับผลประโยชน์จากความเหลื่อมล้ำนี้เช่นกัน”

สู้ว่า ไม่ได้หมิ่นประมาทใคร ด้านครูใหญ่ระบุคำฟ้องผิดจากคำปราศรัยจริง

สำหรับคดีมาตรา 112 และ 116 ของไผ่-จตุภัทร์และครูใหญ่-อรรถพล กรณีปราศรัยในกิจกรรมราษฎรออนทัวร์ อัยการฟ้องว่า เนื้อหาที่พวกเขาปราศรัยเป็นความเท็จ เป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ ดังนี้

1) จตุภัทร์ จำเลยที่หนึ่งปราศรัยเรื่องความมั่งคั่งของสถาบันกษัตริย์และสภาพทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากของประชาชน รวมถึงการแก้ไขเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ผ่านการทำประชามติมาแล้ว

2) อรรถพล จำเลยที่สองปราศรัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายของรัฐกับสัมปทานเอกชน ทำนองว่า เกี่ยวพันกับงบประมาณสถาบันกษัตริย์

3) ภาณุพงศ์ จำเลยที่สาม ปราศรัยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์และการศึกษาไทยว่า การสอนให้เด็กนักเรียนเทิดทูนกษัตริย์ที่… (คำวิจารณ์) ถือเป็นการหลอกลวง

ในส่วนของความผิดตามมาตรา 116 คำฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสามกับพวกได้กล่าวคําปราศรัยบนเวที และไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ มีสาระสำคัญโจมตีการทำงานของรัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และกระทำการจาบจ้วง หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยมีเจตนาบิดเบือนใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ และบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

และจำเลยทั้งสามกับพวกยังติดป้ายผ้าหน้าสถานีตำรวจภูธรภูเขียว มีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” “ผูกขาดวัคซีนหาซีนให้เจ้า” “ประยุทธ์ออกไป” “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” อันเป็นการปลุกปั่น ยุยง ประชาชนให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และการบริหารงานของรัฐบาล ถึงขนาดที่จะไปชุมนุมกดดันให้นายกฯ ลาออก และขู่เข็ญหรือบังคับพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ประชาชน อันจะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เป็นเหตุให้ประชาชนที่ได้รับฟังคําปราศรัยดังกล่าว ตะโกน โห่ร้อง ปรบมือสนับสนุน อันเป็นการทำให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ในกระบวนการสืบพยานตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2567 ไผ่-จตุภัทร์และครูใหญ่-อรรถพลทั้งสองคนยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนไมค์-ภาณุพงศ์ ไม่สามารถติดต่อได้ระหว่างการสืบพยานไมค์จึงไม่ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดีต่อ อย่างไรก็ดีจำเลยทั้งสองคนเบิกความยอมรับว่า เป็นผู้ปราศรัยตามวันเกิดเหตุจริง ในกรณีคำกล่าวของไผ่-จตุภัทร์นั้น จำเลยยืนยันว่า การกล่าวปราศรัยเนื่องมาจากพบเห็นความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย เห็นคนยากคนจนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร และการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการพูดถึงองค์กรที่มีองค์ประกอบหลายอย่างเกี่ยวข้องกัน ไม่ได้หมิ่นประมาทหรือให้ร้ายบุคคลใดบุคคลหนึ่งในฐานะตัวบุคคล

ครูใหญ่โต้คำฟ้องไม่ตรงกับคำปราศรัย ยืนยันเรียกร้องให้ “จำกัด” งบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้กล่าวว่าให้ “กำจัด”

ในส่วนคำกล่าวของครูใหญ่-อรรถพล จำเลยยืนยันว่ากล่าวเรียกร้องให้ “จำกัด” งบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้กล่าวว่าให้ “กำจัด” งบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามที่พยานโจทก์บางคนกล่าวหา และการปล่าวปราศรัยนั้นเป็นการเรียกร้องเรื่องจากเห็นความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับกฎหมายที่ขยายพระราชอำนาจในยุคของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายฉบับ โดยในการสืบพยานครูใหญ่-อรรถพลจำเลยที่ 2 ขึ้นถามค้านพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยและพยานผู้กล่าวหาจำเลยในคดีนี้ด้วยตนเอง

นักวิชาการชี้มาตรา 112 คุ้มครองตัวบุคคลไม่ได้คุ้มครองตัวสถาบันฯ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ทนายความของจำเลยนำพยานเข้าสืบหนึ่งปาก ได้แก่ สมชาย ปรีชาศิลปกุล นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ที่มาเบิกความว่า เนื้อหาที่จำเลยกล่าวปราศรัยตามฟ้องในคดีนี้ไม่ได้เป็นความผิดตามมาตรา 112 โดยอธิบายแนวทางการตีความมาตรา 112 ที่ไม่ครอบคลุมพระมหากษัตริย์ในอดีต และคุ้มครองตัวบุคคลไม่ได้คุ้มครองตัวสถาบัน และวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 ทนายความนำพยานเข้าสืบอีกหนึ่งปาก คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่เบิกความในประเด็นการออกกฎหมายในยุคของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคสช. ที่เป็นการขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์อันนำมาสู่ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ในการชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...