โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำเนิดพืช GMO (2) (ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคตอนที่ 56)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ก.ย 2567 เวลา 02.29 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2567 เวลา 02.29 น.

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

กำเนิดพืช GMO (2)

(ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคตอนที่ 56)

ที่ Monsanto ทีมของ Robert Fraley (นักวิจัยชาวอเมริกัน 1 ใน 3 ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมพืช) มีทั้งฝ่ายเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ตัดต่อพลาสมิด และพัฒนาเทคนิคส่งดีเอ็นเอเข้าเซลล์ เขาได้ลองหลากหลายวิธีทั้งการใช้ liposome แบบงานถนัดที่เคยทำมา การยิงดีเอ็นเอเข้าเซลล์พร้อมอนุภาคโลหะ การใช้เข็มขนาดจิ๋วจิ้มเข้าเซลล์โดยตรง ฯลฯ แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่กลไกธรรมชาติของ A. tumefaciens

ต้นทศวรรษที่ 1980 เหล่านักวิจัยด้านพืชเริ่มตระหนักในความมหัศจรรย์ของแบคทีเรียก่อโรคปุ่มปมในพืชชนิดนี้

แบคทีเรียนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “นักพันธุวิศวกรรมตามธรรมชาติ (Natural Genetic Engineer)” มันเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เรารู้จักตอนนั้นนอกจากมนุษย์ที่สามารถพันธุวิศวกรรมสิ่งมีชีวิตอื่นไว้ใช้งาน

A. tumefaciens มีอาวุธคู่กายคือพลาสมิด Ti ชิ้นดีเอ็นเอวงกลมๆ ในเซลล์ที่มาพร้อมกับยีนอีกร้อยกว่ายีน ทำหน้าที่ตั้งแต่สร้างเซ็นเซอร์ช่วยแบคทีเรียตามหาเนื้อเยื่อพืชที่บาดเจ็บ สร้างท่อเชื่อมต่อกับเซลล์พืชเพื่อพาชิ้นดีเอ็นเอบางส่วนจากพลาสมิด (T-DNA) เข้าไป ผ่านกระบวนการขนส่งอีกหลายขั้นตอนจนชิ้นดีเอ็นเอนี้เข้าไปฝังในจีโนมพืชพร้อมแสดงออก ดีเอ็นเอที่ส่งเข้าไปมียีนหลายตัวที่ปรับสภาพเซลล์พืช ทั้งยีนผลิตฮอร์โมนพืชเร่งเซลล์ติดเชื้อให้เติบโตเร็วผิดปกติจนกลายเป็นปุ่มปมเนื้องอก และยีนที่ทำให้เซลล์เนื้องอกพวกนี้ผลิตโมเลกุลอาหารที่แบคทีเรียเอามาใช้ประโยชน์ได้

ระบบการส่งดีเอ็นเอของ A. tumefaciens นี้แก้โจทย์การส่งดีเอ็นเอชิ้นใหญ่ๆ ข้ามจากแบคทีเรียเข้าไปทำงานในเซลล์พืชที่หลากหลาย มันคือผลงานน่าทึ่งของวิวัฒนาการที่มนุษย์ก็ยังหาเทคโนโลยีอื่นที่ดีกว่ามาทดแทนไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม การจะเอากลไกนี้ไปใช้ประโยชน์เรายังต้องแก้ปัญหาอีกสองสามอย่าง

อย่างแรกคือการที่เราต้องสามารถฝากยีนที่เราสนใจเข้าไปกับ T-DNA

จากนั้นก็ต้องสามารถเลือกเอาเฉพาะเซลล์พืชที่รับยีนที่เราส่งไปสำเร็จมาเลี้ยงกลับเป็นต้นพืชใหม่ได้ไม่ใช่ค้างอยู่แค่การเป็นปุ่มปมเนื้องอกเท่านั้น

เพียงช่วงเวลาไม่กี่ปีต้นทศวรรษที่ 1980s ทีมวิจัยของ Van Montagu, Mary Dell Chilton และ Fraley แข่งกันตีพิมพ์งานวิจัยหลายชิ้นที่ปลดล็อกปัญหาเหล่านี้ไปทีละเปลาะ

พลาสมิด Ti ขนาดใหญ่โตเกินกว่าจะเอาเข้าออกเซลล์และตัดต่อด้วยวิธีปกติในสมัยนั้นได้ ปี 1981 ทีมวิจัยของ Chilton รายงานวิธีปรับแต่งพลาสมิดนี้ทางอ้อมด้วยการตัดต่อยีนที่เราสนใจฝากไว้กับพลาสมิดอีกวงที่เล็กกว่าจัดการง่ายกว่า จากนั้นก็เอาพลาสมิดนี้ใส่เข้าไปใน A. tumefaciens ให้เกิดการแลกเปลี่ยน (homologous recombination) เอายีนของเราเข้าไปแทรกบริเวณ T-DNA วิธีนี้นอกจะจากฝากยีนของเราไปกับ T-DNA ได้แล้วก็ใช้กำจัดยีนผลิตฮอร์โมนพืชที่ก่อเนื้องอกออกไปได้อีกด้วย

ปี 1983 ทีมของ Chilton ตีพิมพ์งานวิจัยลงวารสาร Cell รายงานความสำเร็จครั้งแรกของโลกในการสร้างต้นยาสูบที่ได้รับยีนจากยีสต์เข้าไป ทีมวิจัยยังสามารถเอาต้นยาสูบ GMO นี้ไปผสมเกสรได้เมล็ดพันธุ์ที่เอาไปปลูกได้รุ่นลูกที่ยังคงมียีนที่ตัดต่อเข้าไปอยู่ อย่างไรก็ตาม ยีนดังกล่าวยังแสดงออกไม่ได้

ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นทีมของ Van Montagu ก็ตีพิมพ์งานผลงานพันธุวิศวกรรมต้นยาสูบเช่นกันในวารสาร EMBO โดยได้อัพเกรดระบบการฝากยีนเข้า T-DNA ให้เรียบง่ายขึ้นและกำจัดยีนก่อเนื้องอกให้หมดจดขึ้น

นอกจากการส่งดีเอ็นเอเข้าต้นพืชแล้ว งานวิจัยอีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กันคือการทำให้ยีนแปลกปลอมที่ส่งเข้าไปแสดงออกได้ในเซลล์พืช และการพัฒนาระบบยีนเครื่องหมายคัดเลือก (selection marker gene) ให้เราสามารถแยกเซลล์ที่รับยีนเข้าไปสำเร็จจากเซลล์อื่นๆ

ทีม Fraley และทีม Van Montagu แยกส่วนศึกษาระบบการแสดงออกยีนตามธรรมชาติบน T-DNA จนสามารถหยิบยืมชิ้นดีเอ็นเอพวกนี้มาประกอบเป็นเครื่องมือแสดงออกยีนที่ส่งเข้าไปได้ นอกจากนี้ ยังได้ทดลองใช้ยีนดื้อยาปฏิชีวนะจากแบคทีเรียฝากไว้กับ T-DNA ด้วยวิธีนี้เซลล์พืชไหนที่ได้รับดีเอ็นเอไปสำเร็จก็จะโตบนยาปฏิชีวนะได้

กุมภาพันธ์ 1984 ทีมวิจัยของ Fraley ตีพิมพ์ผลงานลงวารสาร Science ว่าด้วยการวิศวกรรมต้นยาสูบที่แสดงออกยีนดื้อยาปฏิชีวนะ kanamycin จากแบคทีเรียและสามารถส่งต่อยีนดังกล่าวไปยังต้นยาสูบรุ่นต่อไป

สำหรับบริษัทเคมีภัณฑ์เก่าแก่อย่าง Monsanto ความสำเร็จของทีม Fraley ภายในระยะเวลาเพียงสามปีกลายเป็นบันไดขั้นแรกในการก้าวไปสู่การเป็นผู้นำธุรกิจไบโอเทคการเกษตรเต็มตัว เริ่มเดินหน้าหาทางวิศวกรรมพืชเกษตร GMO ขายได้ออกสู่ตลาด

Van Montagu พอเห็นลู่ทางธุรกิจแล้วก็ออกมาตั้งสตาร์ทอัพของตัวเองชื่อ Plant Genetic System (PGS) วางเป้าหมายแรกคือการพัฒนาพันธุ์ยาสูบต้านแมลงด้วยการตัดต่อใส่ยีนพิษฆ่าแมลงจากแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis

ส่วน Chilton ก็ได้รับเชิญจาก Ciba-Geigy บริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์ให้ออกจาก Washington University มาช่วยก่อตั้งทีมไบโอเทคการเกษตรของทางบริษัท ซึ่ง Ciba-Geigy ต่อมาก็กลายเป็นต้นกำเนิดของ Syngenta ยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรในปัจจุบัน

แม้ว่าพืชปรับแต่พันธุกรรมต้นแรกจะกำเนิดขึ้นในปี 1983 แต่กว่าไบโอเทคการเกษตรและ GMO จะออกสู่ตลาดจริงก็ต้องรอไปถึงปี 1992 เกิดอะไรขึ้นในระหว่างเส้นทางยาวไกลร่วมสิบปีนี้?

ติดตามต่อตอนหน้าครับ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กำเนิดพืช GMO (2) (ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคตอนที่ 56)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...