ผู้เลี้ยงกุ้งขอพันล้านเยียวยาน้ำท่วมใต้
ส่งออกกุ้งไทย 10 เดือนแรกปีนี้อ่วม ลดทั้งปริมาณ-มูลค่า เหลือแค่ 3.2 หมื่นล้าน จากที่เคยทำได้ถึงแสนล้านเมื่อปี’55 ชี้เหตุเศรษฐกิจโลกซบ ทำคู่ค้าลดคำสั่งซื้อ สมาคมกุ้งร้องรัฐผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ ดันไทยผงาดผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง พร้อมร้อง “อนุทิน” ขอพันล้านเยียวยาพิษน้ำท่วมใต้ ทำผู้เลี้ยงหมื่นรายเสียหายหมด
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า สมาคมเตรียมทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่จังหวัดใต้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งมีประมาณ 10,000 ราย คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งที่สำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลา ไปจนถึงปัตตานี และพื้นที่บางส่วนในพัทลุง รวมถึงสตูล ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
โดยมีสัดส่วนผลผลิตกุ้ง 11% ของการผลิตกุ้งทั้งหมดของประเทศ คิดเป็นปริมาณ 28,600 ตัน มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท กุ้งที่เสียหาย มีทั้งหลุดหายไปจากบ่อ ปัจจัยการผลิตจมน้ำ อุปกรณ์การเลี้ยง เช่น เครื่องตีน้ำ และเครื่องสำรองไฟฟ้า คาดการณ์ความเสียหายต่อบ่อประมาณ 1 ล้านบาท
นอกจากมาตรการชดเชยในด้านต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับกรมประมงแล้ว ยังอยากให้รัฐบาลเข้ามาเยียวยาในเรื่องของเครื่องมืออุปกรณ์การเลี้ยงกุ้งด้วย โดยอยากให้กระทรวงพลังงาน เข้ามามีบทบาทช่วยเกษตรกร ในการซ่อมสร้าง และซื้ออุปกรณ์ใหม่ ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือปลอดดอกเบี้ย ระยะเวลา 1-2 ปี หรือใช้มาตรการคนละครึ่ง เพื่อให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงกุ้งได้อีกครั้ง และเป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนระบบอุปกรณ์การเลี้ยงกุ้ง สู่ “โลว์คาร์บอน” (Low Carbon) รองรับมาตรการกีดกันทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องเร่งการสำรวจความเสียหายโดยเร็ว ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งออกมาตรการเยียวยา ก่อนที่จะถึงฤดูการเลี้ยงกุ้งรอบใหม่ในช่วงต้นปีที่จะถึง โดยจะเริ่มมีการเตรียมบ่อตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569
นายเอกพจน์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาลผลักดันการแก้ไขปัญหาการผลิตกุ้ง เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีศักยภาพ ทั้งการผลิตและการส่งออก เพราะเจอปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวนและโรคระบาด จากเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก เมื่อปี 2554-2555 สร้างรายได้เข้าประเทศมากถึงปีละ 1 แสนล้านบาท และเคยผลิตกุ้งได้สูงสุด เกินกว่า 640,000 ตัน แต่ปัจจุบันปี 2568 ภาพรวมผลผลิตกุ้งมีปริมาณเพียง 270,000 ตัน เท่ากับปีที่ 2567 ผ่านมา
ส่วนการส่งออกกุ้ง 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.ค. 2568) ปรับตัวลดลง 6% ปริมาณรวม 106,306 ตัน มูลค่าเพียง 32,881 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงทั้งด้านปริมาณและมูลค่า เป็นผลจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดคู่ค้าที่สำคัญของไทย อาทิ ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา มีคำสั่งซื้อลดลง
“อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ตลาดในประเทศกลับสวนทาง โดยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์การบริโภคกุ้งในประเทศดีขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนการบริโภคกุ้งในประเทศ คิดเป็นประมาณ 15% ของผลผลิตกุ้งทั้งหมด ขณะที่ราคากุ้งในปีนี้ก็อยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคากุ้งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้สูงขึ้น 10-15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นแรงจูงใจในการลงกุ้งเพิ่ม แต่ในปลายไตรมาส 3 ราคากุ้งอ่อนตัวลงเล็กน้อย 5-10% เพราะปริมาณฝนมากขึ้น เกษตรกรจึงเร่งจับกุ้งก่อนกำหนด”
ส่วนสถานการณ์ผลผลิตกุ้งโลก ปี 2568 คาดว่าจะมีปริมาณ 5.22 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4% โดยประเทศผู้ผลิตหลักเพิ่มขึ้นทุกประเทศ โดยเฉพาะเอกวาดอร์ ผลิต 1.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4% ตามด้วย จีน ผลิตได้ 1.34 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6% ขณะที่สถานการณ์ผลผลิตกุ้งไทย ปี 2568 มีปริมาณ 270,000 ตัน ทรงตัวเทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา
สำหรับแนวโน้มการส่งออกกุ้งในปี 2569 ยังคงมีเป้าหมายที่จะส่งออกให้ได้ 4 แสนตัน และเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องผลักดันการเพิ่มผลผลิตกุ้งคุณภาพให้ได้อย่างน้อย 400,000 ตันต่อปี เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA กับประเทศนำเข้ากุ้ง ได้แก่ สหภาพยุโรป อังกฤษ และเกาหลีใต้ พร้อมทั้งยกระดับฟาร์มกุ้งให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การรับรองมาตรฐานสากลที่ตลาดต้องการ รวมถึงการดำเนินโครงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำเพื่อสร้างความยั่งยืนมากขึ้น
“อยากฝากไปถึงพรรคการเมืองที่เตรียมตัวเลือกตั้งและจะเสนอตัวเป็นรัฐบาลในสมัยหน้า ทางสมาคมจะยื่นข้อเสนอให้พรรคการเมืองกำหนดนโยบายภาคการเกษตร โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมกุ้งให้กลับมามีความเข้มแข็ง เพราะปี 2569 เป็นปีที่ตลาดเปิดเต็มที่ มีปัจจัยที่เป็นโอกาส โดยเฉพาะอัตราภาษีตอบโต้ หรือ Reciprocal ในตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐ ที่ปรับขึ้นอัตราภาษีการนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ
รวมถึงมาตรการภาษี ทั้งการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือ AD (Anti-dumping) (ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าราคาในประเทศผู้ผลิต) และการตอบโต้การอุดหนุน หรือ ซีวีดี CVD (Countervailing Duty) ซึ่งทำให้อินเดีย ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง แต่ต้องเสียภาษีรวมสูงถึง 50-60% เทียบกับไทยที่มีอัตราภาษีเพียง 19% ซึ่งจะทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคามากขึ้น”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้เลี้ยงกุ้งขอพันล้านเยียวยาน้ำท่วมใต้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net