SCOPE กับการสร้างมาตรฐานคอนโด Luxury เมื่อเวลาคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของผู้อยู่อาศัย
ในโลกของอสังหาริมทรัพย์ Luxury หลายคนอาจนึกถึงดีไซน์สุดหรู วัสดุคุณภาพเหนือระดับ และโลเคชันอันโดดเด่น แต่สำหรับแบรนด์ SCOPE แบรนด์อสังหาริมทรัพย์หรูระดับ Luxury ในประเทศไทย นิยามความหรูหราไม่ได้หมายถึงแค่ความแพง หรือความโอ่อ่าหรูหราของสถาปัตยกรรมเท่านั้น หากแต่คือ “คุณภาพชีวิต” ที่เลือกได้ของผู้อยู่อาศัย
TODAY Bizview มีโอกาสพูดคุยกับ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด นักธุรกิจที่คร่ำหวอดในแวดวงอสังหาฯ มายาวนานกว่า 30 ปี เขาเชื่อว่าที่อยู่อาศัยควรยกระดับทั้งกาย ใจ และสังคมของผู้คน ท่ามกลางการแข่งขันกันพัฒนาโครงการอสังหาฯ ที่มีให้เลือกมากมายในปัจจุบัน แต่สิ่งที่ทำให้แบรนด์ SCOPE มีความโดดเด่นและแตกต่าง เกิดจากแนวคิดการออกแบบที่เริ่มต้นจากเรื่องพื้นฐานที่สุด นั่นคือ การสร้างที่อยู่อาศัยที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม
ทำเล โปรดักส์ และบริการ หัวใจการออกแบบโครงการ SCOPE
อย่างที่หลายคนเคยได้ยินข่าวมาก่อนหน้านี้ โครงการ SCOPE หลังสวน คือคอนโดมิเนียมที่มีราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรแพงที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีโครงการ SCOPE ทองหล่อ และ SCOPE พร้อมศรี เกิดขึ้นตามมา แม้ราคาจะไม่สูงเท่าคอนโดตัวแรก แต่ล้วนเป็นโครงการที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบน ด้วยราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทะลุหลักแสนบาท
เมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไม SCOPE ถึงเลือกโฟกัสตลาดระดับบน คำตอบที่ได้คือ
“จริงๆ แล้วเราโฟกัสตลาดที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ที่ดินที่เราได้มักจะเป็นแปลงที่มีศักยภาพสูง ไม่ได้ตั้งใจทำให้แพงที่สุดในประเทศ แต่เรามองว่าถ้าตรงไหนตอบโจทย์ ทั้งทำเล โปรดักส์และบริการ เราก็ทำ”
ยงยุทธกล่าวตั้งแต่ช่วงต้นการสนทนา ซึ่งทำให้เราเข้าใจว่าภาพลักษณ์ของ SCOPE ไม่ได้ตั้งใจถูกวางไว้ว่าจะต้องมีราคาแพงที่สุดในไทยมาตั้งแต่ต้น แต่เกิดจากการที่ผู้พัฒนาตั้งคำถามกับความต้องการของมนุษย์ ความสะดวกสบาย ความอบอุ่น การมีพื้นที่ส่วนตัวและเวลาอันมีค่า ซึ่งไปสู่การพัฒนาโปรดักส์ที่ต้องสมน้ำสมเนื้อกับความต้องการนั้น
อย่างแรกก่อน เรื่องของ “ทำเลที่ตั้ง”
สำหรับ SCOPE การเลือกทำเลไม่ใช่แค่การหา Prime Area ที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าต่อการใช้ชีวิตจริงๆ ยงยุทธเล่าต่อว่า ทำเลที่ตั้งของ SCOPE อยู่บนสุขุมวิทและทองหล่อ ซึ่งมีดีมานด์สูงจากคนที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมาเป็นเวลานาน ไม่ใช่ย่านที่เพิ่งถูกปั้นให้ฮิต แต่เป็นพื้นที่ที่กลุ่ม “คหบดีไทย” อยู่อาศัยมานานหลายสิบปีแล้ว พื้นที่เป็นศูนย์กลางความเจริญ รายล้อมไปด้วยเส้นทางรถไฟฟ้า โรงเรียนอินเตอร์ โรงพยาบาล ศูนย์การค้าไฮเอนด์ ไปจนถึงร้านอาหารที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้มีทั้งกำลังซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และตลาดเช่าที่แข็งแรงจากชาวต่างชาติ ดังนั้นจึงสามารถดึงดูดได้ทั้งคนดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว และต้องการขยายที่อยู่อาศัย บ้างก็อยากซื้อต่อไว้ให้ลูกหลาน รวมถึงกลุ่มดีมานด์ใหม่ๆ ที่เห็นศักยภาพของพื้นที่ ต้องการเข้ามาอยู่ในโซนนี้
“มีคนกลุ่มหนึ่งให้ฟีดแบคกับผมตลอดว่า อยากให้มีที่อยู่อาศัยดีๆ ในสุขุมวิท เพื่อให้ลูกหลานอยู่ต่อได้ ซึ่งประเด็นนี้อยู่ในใจผมมานาน แต่ยังหาโอกาสไม่ได้ พอโอกาสมาถึง เราก็คิดว่าถ้าจะทำคอนโด ก็ไม่อยากทำแบบเดิมที่มีแค่ 1–3 ห้องนอนเหมือนทั่วๆ ไป
พอทำ SCOPE เราเริ่มตั้งคำถามว่า กลุ่มลูกค้าของเราคือใคร วันนี้เรามองเรื่องความเป็นอยู่ยังไง หลายคนอาจสงสัยว่า ทำคอนโดมันเกี่ยวอะไรกับชีวิต แต่ในความจริง ทุกคนต่างมองหาความสุข ซึ่งความสุขมันมีหลายด้าน ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางสังคม หรือที่เรียกว่า Physical Health, Emotional Health และ Social Health”
จากหลักคิดความสุขทั้ง 3 ด้าน จึงเป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม SCOPE ที่ตอบโจทย์ครบในทุกมิติ ยกตัวอย่างด้าน Physical Health ยงยุทธมองว่ามันคือเรื่องของ “ทำเลที่ตั้ง” ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้า เปรียบได้กับการซื้อเวลาให้ชีวิต
ต่อมาคือเรื่องของโปรดักส์ ปรัชญาเบื้องหลังแบรนด์ SCOPE ยงยุทธอธิบายอย่างชัดเจนว่าความหรูหราไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบที่ช่วยให้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เขาเล่าว่า บางคนออกไปชาร์จพลังข้างนอก กลับบ้านก็เหมือนเดิม ทำไมบ้านยังตอบโจทย์ไม่พอ ทำให้ SCOPE ตั้งคำถามใหญ่กับตัวเองว่า จะทำอย่างไรให้คอนโดตอบโจทย์เหมือนบ้านเดี่ยว และทำอย่างไรให้บ้านเดี่ยวมีความสบายแบบคอนโด แนวคิดนี้กลายเป็นฐานคิดของห้องพักพื้นที่ใหญ่ โปร่ง ใช้วัสดุคุณภาพสูง และผสานบริการที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเหมือนอยู่โรงแรมทุกวัน
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ SCOPE แตกต่าง คือความตั้งใจในรายละเอียด ตั้งแต่วัสดุพื้นฐาน เช่น กระจก Double Laminated Gas-filled หนา 31-33 มิลลิเมตร ซึ่งแพงกว่าวัสดุในคอนโดทั่วไปหลายเท่า แต่ช่วยเรื่องอุณหภูมิและเสียงได้จริง ถึงโครงการอยู่ติดถนนใหญ่ก็ไม่ได้ยินเสียงความวุ่นวายภายนอก ไปจนถึงการออกเปิดรับแสงธรรมชาติที่เขามองว่าเป็น “ความหรูหราอย่างหนึ่ง” ที่ช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและอารมณ์
พื้นที่ภายในโครงการของ Scope ก็สะท้อนแนวคิดนี้เช่นกัน อย่างห้องพักเริ่มต้นที่มีขนาดใหญ่กว่าคอนโดระดับพรีเมียมหลายแบรนด์ หรือยูนิตแบบ Triple-Plex Residence ที่มีพื้นที่ถึง 750 ตารางเมตร ทำให้การอยู่อาศัยในคอนโดให้ความรู้สึกเหมือนบ้านเดี่ยวในระดับที่สูงขึ้น แต่ได้ความปลอดภัยและบรรยากาศที่แตกต่าง
นอกจากนี้ ยังมีความสะดวกจากระบบบริหารจัดการแบบโรงแรมเข้ามาเสริม SCOPE ไม่ได้ขายแค่พื้นที่ แต่ขายเวลา นอกเหนือจากทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองแล้ว ยังเสริมด้วยบริการภายในโครงการ โดยเอาเซอร์วิสโรงแรมใส่เข้าไปในคอนโดแบบจริงจัง เช่น บริการทำความสะอาดห้องสัปดาห์ละ 3 ครั้ง บริการอาบน้ำสัตว์เลี้ยง บาริสต้าที่เสิร์ฟกาแฟจากร้านดัง และแม้แต่ Private Chef ที่รู้ใจผู้อยู่อาศัย สิ่งเหล่านี้ช่วยประหยัดเวลาให้กับลูกค้า ซึ่งเขามองว่าเวลาเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของคนยุคนี้
“จริงๆ แล้วเราไม่ได้ทำอะไรยากเลย แต่ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยอยากทำ เพื่อให้คอนโดตอบโจทย์ทั้งโลเคชัน ความสบาย ความปลอดภัย และมีบริการ ซึ่งวันนี้ยังไม่มีใครมีครบแบบเรา
การเติมบริการเข้าไป กลายเป็นคอนโดที่มีเซอร์วิส ผมว่าไม่ใช่แค่เจ้าแรกในเมืองไทยนะครับ อาจจะเป็นเจ้าแรกของโลกด้วยซ้ำ ที่สามารถเอาเซอร์วิสเข้าไปอยู่ในคอนโดแบบจริงจังได้ แล้วเราก็ Commit กับลูกค้า โดยเริ่มจากการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจนทำให้เขาเข้าใจว่าถ้าซื้อที่นี่ ค่าส่วนกลางราคาเท่านี้ แต่คุณได้ Housekeeping 3ครั้งต่อเดือน คุณได้บริการอาบน้ำหมา คุณได้บริการจัดการพัสดุ พร้อมบริการเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้อยู่คอนโดได้อย่างสะดวกสบาย ภายใต้ค่าส่วนกลางที่ไม่คิดอะไรเพิ่ม
นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เราต่างจากที่อื่น เพราะฉะนั้นคอนโดเราถึงขายได้ ตลาดวันนี้มันไม่ได้แข่งแค่โลเคชันแล้ว มันแข่งกันที่บริการ ใครจะให้บริการลูกค้าได้จริง โดยบริการมันต้องคุ้มค่า คุ้มราคา”
ยงยุทธมองว่ากลุ่มลูกค้าระดับ Luxury ต่างให้ความสำคัญกับเวลาอย่างมาก นอกเหนือจากครอบครัวแล้ว เวลาคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยบริการต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาภายในโครงการของ SCOPE จะช่วยแก้ Pain Point เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีมาตรฐานการใช้ชีวิตระดับสากล ซึ่งยงยุทธเรียกว่าเป็นกลุ่ม “International Premium” คนกลุ่มนี้เดินทางทั่วโลก มีประสบการณ์กับมาตรฐานโรงแรมและที่พักชั้นนำ ทำให้พวกเขามองหาสิ่งที่พัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่ใช่แค่พื้นที่อยู่อาศัยทั่วไป
Detail is Godของคอนโดระดับร้อยล้าน
การพัฒนาคอนโดระดับ Luxury ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเริ่มจากการเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างถ่องแท้ก่อนว่าพวกเขาต้องการอะไร ยิ่งราคาแพงความคาดหวังยิ่งสูง ยงยุทธบอกว่า “ลูกค้าบางคนยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร” เพราะสิ่งที่บางคนต้องการนั้นไม่เคยมีอยู่ในตลาดมาก่อน ผู้พัฒนาต้องเป็นฝ่ายมองให้ลึกกว่าเดิม ผ่านประสบการณ์ที่สั่งสมยาวนาน จนเข้าใจว่าแก่นแท้ของคุณภาพชีวิตที่ดีคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่ผู้ซื้อมองหา แม้เขาจะไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูดได้ทั้งหมดก็ตาม
การพัฒนาโครงการ SCOPE ใช้แนวคิด “Detail is God” ใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากการเดินทางไปหลายประเทศและพบว่าวัฒนธรรมการออกแบบในบางที่ เช่น ประเทศญี่ปุ่น มีความละเอียดและพิถีพิถันแม้กระทั่งส่วนเล็กที่สุด ซึ่งในอดีตลูกบ้านอาจไม่เคยเรียกร้องรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อพวกเขาได้รู้ ได้เห็นแล้ว ย่อมมีความคาดหวังเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นการสร้างสินค้าที่ดีจึงเริ่มจากการคิดแทนลูกค้า คิดให้ลึกกว่าเดิม ตรงประเด็นกว่าเดิม และตอบโจทย์แบบที่เขาเองยังไม่คาดคิดว่าจะมีอยู่จริง
หลายดีเทลที่เป็นมาตรฐานของโครงการที่ยงยุทธพัฒนา กลายเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทย เช่น การให้ชุดครัวครบเซตในยุคที่ครัวเป็นเพียงพื้นที่หลังบ้าน หรือการติดตั้งระบบแอร์ทั้งตึกเพื่อให้มาตรฐานการอยู่อาศัยของทุกห้องเท่าเทียมกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความหรูหรา แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้จริง อากาศที่เย็นสม่ำเสมอ วัสดุที่ทนทานกว่า และระบบอาคารที่คิดมาดีตั้งแต่โครงสร้างใต้พื้นไปจนถึงหลังผนัง ล้วนเป็นรายละเอียดที่ลูกบ้านอาจไม่เห็น แต่รับรู้ได้ผ่านการใช้งานจริงทุกวัน ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในโครงการ SCOPE ทั้ง 3 แห่งในปัจจุบัน
และเมื่อพูดถึงต้นทุนของคอนโดระดับนี้ หลายคนเข้าใจว่าเกิดจากวัสดุแพง แต่แท้จริงแล้ว ส่วนหนึ่งยังเกิดจากการลงทุนในระบบที่ไม่ปรากฏต่อสายตา ทั้งระบบวิศวกรรมอาคาร ระบบระบายอากาศ ระบบกันเสียง การออกแบบฝ้า พื้น และผนัง รวมถึงกระบวนการทำงานร่วมกับดีไซน์คอนซัลต์ระดับโลก ผลลัพธ์คือได้โปรดักต์ที่ทั้ง “งามบนดิน และแข็งแรงใต้ดิน” เป็นมาตรฐานที่สินค้า Luxury ทั่วโลกให้ความสำคัญ และเป็นสิ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์อยู่ได้นาน คงคุณภาพได้ยาว และไม่เสื่อมเร็วจนกลายเป็นภาระลูกบ้านในอนาคต
คอนโดระดับร้อยล้าน ทำไมผู้ซื้อยินดีจ่าย
พูดถึงกลุ่มลูกค้าหลักของ SCOPE ยงยุทธบอกกับเราว่า ยังเป็นกลุ่มชาวไทยที่มีศักยภาพสูง ซึ่งแม้จะระมัดระวัง แต่หากพิสูจน์ได้ว่าของนั้นดีจริง และให้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เขาก็ยินดีจ่าย เพราะสิ่งที่ซื้อไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือ Well-being ที่วัดผลได้จริง ยกตัวอย่างบริการ Private Chef กลายเป็นสิ่งจำเป็น เพราะสามารถทำให้การกินเป็นเรื่องส่วนตัวและตรงใจมากขึ้น ไม่ใช่แค่เอกสิทธิ์หรูหรา แต่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น
ในอีกด้าน ชาวต่างชาติก็เป็นอีกกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจเช่นเดียวกัน โดยยงยุทธบอกว่าชาวต่างชาติให้อยากเข้ามาอยู่อาศัยประเทศไทยอยู่แล้ว เพราะค่าครองชีพดี อากาศดี อาหารดี และเมืองมีเสน่ห์ แต่ติดปัญหาว่าโปรดักต์ไทยส่วนใหญ่มาตรฐานยังไม่ถึงระดับที่พวกเขาคุ้นเคย หากจะดึงลูกค้ากลุ่มนี้ ต้องเริ่มตั้งแต่ดีไซน์ที่มีมาตรฐาน “ระดับโลก” จริงๆ ทั้งโลเคชันที่เป็น World Destination และมาตรฐานอาคารที่ไม่ด้อยไปกว่าเมืองใหญ่ๆ ในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ลูกค้าชาวต่างชาติยังให้ความสำคัญกับดีไซน์มากเป็นพิเศษ ตั้งแต่สัดส่วนฟังก์ชัน ไปจนถึงวัสดุชิ้นเล็กใต้เคาน์เตอร์ หรือรอยต่อใต้ฝ้า เพราะบางคนมีประสบการณ์เห็นอสังหาฯ มาแล้วทั่วโลก เขารู้ทันทีว่างานไหนถึงมาตรฐาน หรือยังไม่ใช่ ไม่ว่าจะราคาเท่าไร หากดีไซน์ไม่ดีตั้งแต่ต้น โครงการก็ไม่อาจยืนอยู่ในตลาดระดับบนได้อย่างแท้จริง การสร้างคอนโดหลายสิบล้าน-ร้อยล้านในไทยจึงต้องเริ่มจากการยกระดับความละเอียดในทุกมิติ ไม่ใช่แค่ทำให้ดูแพง แต่ต้องดีจริงตั้งแต่ DNA ของอาคาร
เมื่อตัวสินค้าไปถึงระดับนั้น ราคาก็ไม่ใช่อุปสรรค เพราะผู้ซื้อสามารถเทียบได้ทันทีว่าของชิ้นนี้อยู่ในคลาสเดียวกับเมืองที่แพงกว่า แต่ราคาต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม SCOPE สามารถดึงกลุ่มลูกค้าได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
มุมมองต่ออสังหาฯ ไทย ยังไปได้อีกไกล
TODAY Bizview ยังได้สอบถามมุมมองของยงยุทธ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยในภาพรวม เขามองว่าอสังหาฯ ไทยยังมีศักยภาพไปได้อีกมาก เพราะราคาคอนโดในกรุงเทพฯ ยังต่ำกว่าหลายเมืองใหญ่ในเอเชีย เมื่อเทียบสิ่งอำนวยความสะดวก ไลฟ์สไตล์ และศักยภาพเมืองที่เติบโตขึ้น เขาเชื่อว่าอสังหาฯ ยังเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” คล้ายทองคำ เพราะถือไว้ได้นานและมูลค่ามักไม่ผันผวนมาก อย่างไรก็ตามการลงทุนอสังหาฯ ไม่ได้อาศัยความรู้สึก แต่ต้องมีหลักคิด โดยปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “ทำเล” ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน คอนโด หรืออาคารให้เช่า นักลงทุนต้องประเมินว่าพื้นที่นั้นมีศักยภาพและสามารถขายหรือปล่อยเช่าได้
ในอดีตที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมาก ทำให้ผลตอบแทนจากค่าเช่า 4-6% ของอสังหาฯ ดูโดดเด่นกว่า แม้คอนโดมิเนียมจะมีต้นทุนแฝงหลายอย่าง แต่การคิดเป็นผลตอบแทนรวม (Gross Yield) ก็ยังช่วยให้เห็นภาพได้ ส่วนอสังหาฯ ขนาดใหญ่ เช่น อาคารสำนักงาน จะต้องคิดคำนวณละเอียดมากขึ้น แต่ได้ Yield ในระดับ 4% ก็ถือว่าดี ในภาพรวมตลาดไทยยังถูกมองว่ายังราคาต่ำกว่ามูลค่า ต่างชาติยังซื้อได้จำกัดเพียง 49% ทำให้ตลาดยังมีโอกาสเติบโตได้อีกในระยะยาว
ยงยุทธได้ยกตัวอย่างโครงการของ Scope ให้ผลตอบแทนการเช่าอยู่ที่ประมาณ 5-6% ต่อปี ซึ่งถือว่าแข็งแรง แม้ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ เขาเสริมด้วยว่า ดอกเบี้ยที่ปรับลดลงและการที่รัฐบาลลดค่าธรรมเนียมโอนจะช่วยกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะตลาดมือสอง ขณะเดียวกัน การเมืองที่นิ่งก็ช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้
“ถ้าการเมืองนิ่ง นักลงทุนก็กลับมา เขารอความนิ่ง สีไหนไม่รู้ขอแค่นิ่ง ขอให้ดูฟอร์มแล้วแนวโน้มว่ามันน่าจะนิ่ง มีโอกาสมีเลือกตั้งเกิดขึ้นในอนาคต เรื่องการเมืองนะ…เราต้องการแบบนี้อย่างน้อยให้รัฐบาลบริหารได้ แต่ถ้าไม่โอเค 4 ปีก็เลือกใหม่”
สำหรับแผนอนาคต SCOPE ยังคงพัฒนาโครงการระดับคุณภาพสูงในทำเลที่ผ่านเกณฑ์ ขณะเดียวกันก็กำลังขยายบทบาทไปสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาโครงการ ซึ่งเหมาะกับสภาพตลาดที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องการยกระดับผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมองไปถึงการขยายสู่ตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมหากทำเลและเงื่อนไขเหมาะสม
ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ SCOPE น่าสนใจไม่ใช่เพียงตัวอาคาร หรือบริการ แต่คือปรัชญาที่มองเห็น “เวลา” ในฐานะทรัพย์สินสูงสุดของมนุษย์ ยงยุทธทิ้งท้ายไว้อย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งว่า “เวลา คือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา” เพราะสุดท้ายแล้ว ความหรูหราที่แท้จริง คือการได้ใช้เวลาของตัวเองอย่างมีความหมายและมีความสุข