โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แบงก์ชาติเตรียมยกระดับคุมเข้มธุรกรรม“ทองคำ”ชี้กระทบบาทผันผวน

ทันหุ้น

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 03.36 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 01.00 น.

#ทันหุ้น แบงก์ชาติเตรียมยกระดับคุมเข้มธุรกรรม“ทองคำ”ชี้กระทบค่าเงินบาทผันผวน ส่งสัญญาณอยากเห็นบาทอ่อนค่าตามศักยภาพเศรษฐกิจ พร้อมแจงเศรษฐกิจไทยไม่เหมาะสมทำ QE ระบุ ไม่เป็นเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจได้มากนัก

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ระบุ ธุรกรรมทองคำในปัจจุบันนั้น มีผลกระทบต่อค่าเงินบาทค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำเป็นเงินบาท ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เงินบาทมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในบางช่วง

เขากล่าวว่า ปัจจุบัน ธุรกิจทองคำในประเทศไทย เป็นธุรกิจที่ไม่มีการกำกับดูแล ซึ่งเป็นประเด็นที่หารือกันว่าจะขยายบทบาทการกำกับดูแลอย่างไร ธปท. จึงอยู่ระหว่างการปรับประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้นเพื่อติดตามผลกระทบต่อค่าเงิน และกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องให้ตรงจุดต่อไป

ทั้งนี้ เนื่องจากธุรกรรมทองคำในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากการซื้อขายที่ร้านทองไปสู่การเทรดบนแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์ม โดยมีบริษัทใหญ่ที่มีปริมาณยอดขายต่อปีมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ธปท. ไม่สามารถเห็นข้อมูลการซื้อขายทองคำที่เกิดขึ้นระหว่างลูกค้ากับร้านทองหรือแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้เลย โดยธปท. จะเห็นข้อมูลเพียงบางส่วนเท่านั้น คือ

เมื่อการซื้อขายทองคำนั้นทำให้ต้องมีการซื้อหรือขายดอลลาร์สหรัฐฯ (FX) และธุรกรรม FX นั้น เกิดกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย เท่านั้น

นอกจากนี้ หากร้านทองหรือบริษัททองคำไปทำธุรกรรม FX กับธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศ หรือแย่กว่านั้น คือ การส่งออกสินค้าแล้วชำระราคาด้วยสกุลเงินคริปโทฯ เช่น การส่งออกไปกัมพูชา ธปท. ก็จะไม่เห็นธุรกรรมเหล่านี้เช่นกัน

“ยอมรับว่า เราไม่มีอำนาจกำกับธุรกิจทองคำโดยตรง แต่มีแผนที่จะใช้พระราชบัญญัติซื้อขายเงินตราต่างประเทศ เพื่อขยายบทบาทและขอข้อมูลบางส่วนที่จำเป็น เพื่อให้เข้าใจธุรกรรมมากขึ้น และจะเข้ามายื่นมือช่วยแก้ปัญหา หากเงินบาทประสบปัญหา”

สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น เขากล่าวว่า ธปท.อยากเห็นค่าเงินบาทที่อ่อนเหมาะสทกับภาวะเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 ค่าเงินดอลลาร์ปรับอ่อนค่าราว 7% (ณ วันที่ 21 พ.ย.) จากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นราว 5% โดยนอกจากเป็นผลของเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าแล้ว ยังมีปัจจัยเฉพาะ ได้แก่

1. Current account ที่สูงกว่าคาดตั้งแต่ไตรมาส 1 จากการส่งออกที่เติบโตได้ดี

2. เงินลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งการเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตร และการลงทุนโดยตรง (FDI)

3. การซื้อขายทองคำของคนไทย ผ่าน online platformโดยเฉพาะในปีนี้ ที่ราคาทองคำปรับสูงต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อราคาทองสูงขึ้น ลูกค้ามักจะขายทองในสกุลเงินบาทกับร้านทอง ร้านทองจึงต้องไปขายทองคำกับคู่ค้าในต่างประเทศ พร้อมกับทำธุรกรรม FX เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านการแข็งค่าของเงินบาท

เขากล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท. ดูแลความผันผวนของค่าเงินเป็นหลัก แต่ทั้งนี้ การดูแลค่าเงินจะอยู่ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาของ US Treasury (ในช่วง 12 เดือน) ที่อาจเข้าข่ายเป็น currency manipulator ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่

1. เกินดุลการค้าและบริการกับ US > 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

2. เกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account: CA) > 3% ของ GDP

3. แทรกแซงค่าเงินด้านซื้อ FX สุทธิรวม > 2% ของ GDP

“เกณฑ์ดังกล่าว ทำให้ ธปท. สามารถเข้าซื้อดอลลาร์เพื่อ ลดความผันผวน ได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถ “ตรึง” ค่าเงินบาท หรือเทเงินเข้าตลาดเพื่อทำให้ค่าเงินอ่อนค่าผิดไปจากกลไกตลาดได้อย่างเต็มที่ เพราะจะถือว่าผิดเกณฑ์นี้”

อย่างไรก็ตาม หากเกิดภาวะจำเป็นจริง ๆ ธปท. พร้อมที่จะใช้เงินทุนสำรองในการป้องกันค่าเงิน แต่ ณ สภาวะปัจจุบัน หน้าที่คือการลดความผันผวน หากทุกฝ่ายในประเทศพร้อมใจให้ ธปท. แทรกแซงโดยไม่สนใจเกณฑ์ของสหรัฐฯ ก็ต้องมีการตกลงร่วมกันก่อน

เขายังกล่าวถึงกรณีมีการแสดงความเห็นว่า เหตุใดธปท.จึงไม่เพิ่มปริมาณเงินหรือการทำ QE โดยกล่าวว่า กรณีไทยในปัจจุบัน การทำ QE โดยการเข้าซื้อพันธบัตรอาจจะไม่ใช่ timing ที่เหมาะสม และไม่ได้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยได้มากนัก

ทั้งนี้ เนื่องจากภาคธุรกิจไทยระดมทุนผ่าน ธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก แม้จะมีบางส่วนออกหุ้นกู้ แต่ส่วนใหญ่เป็นระยะไม่เกิน 5 ปี ดังนั้น การซื้อพันธบัตรที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับลดลง จึงไม่ได้ส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจมากนัก

ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ตรงจุดคือการให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น ซึ่งในภาวะปัจจุบันต้องอาศัยการลดต้นทุนความเสี่ยง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...