“รมว.พาณิชย์” ดันไทย “แหล่งความมั่นคงทางอาหารโลก” ลงนามขายข้าว 1 แสนตัน กับสิงคโปร์ เล็งต่อยอดสินค้าเกษตรอื่น
รมว. พาณิชย์ เผยโมเดลไทยลงนามขายข้าวรัฐต่อรัฐ (G-to-G) กับสิงคโปร์ 1 แสนตัน ในระยะเวลา 5 ปี เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารระหว่างประเทศ เตรียมต่อยอดสู่สินค้าเกษตรอื่น ตั้งเป้าไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารโลก
9 พ.ย. 2568 - นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ภายหลังการบรรยายพิเศษในงาน Policy Talk ครั้งที่ 2 หัวข้อ “นโยบายด้านการค้าและการพาณิชย์ของรัฐบาล” จัดโดยหลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงความสำเร็จในการเจรจาซื้อขายข้าวกับประเทศสิงคโปร์ว่า การลงนามสัญญาซื้อขายข้าวกับสิงคโปร์ถือเป็นครั้งแรกที่ดำเนินการในลักษณะรัฐต่อรัฐ (G-to-G) ซึ่งที่ผ่านมา การค้าข้าวระหว่างไทยกับสิงคโปร์เป็นการซื้อขายโดยภาคเอกชนเป็นหลัก แต่ครั้งนี้มีความสำคัญใน 2 มิติ คือ
- เป็นความร่วมมือซื้อข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลครั้งแรก
- เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารระหว่างประเทศ มากกว่าการค้าข้าวในเชิงพาณิชย์ทั่วไป
นางศุภจี กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด และในยุคที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ และโรคระบาด หลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรม มีศักยภาพด้านสินค้าอาหารและวัตถุดิบ จึงสามารถเป็นพันธมิตรสำคัญในการส่งเสริมเสถียรภาพด้านอาหารให้กับประเทศคู่ค้า
“ข้อตกลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขายข้าว แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ เป็นโมเดลที่เริ่มต้นจากสินค้าข้าวจำนวน 100,000 ตันในระยะเวลา 5 ปี และสามารถต่อยอดสู่สินค้าเกษตรอื่น เช่น เนื้อหมู ไก่ และสินค้าเกษตรสดประเภทต่างๆ ได้ในอนาคต”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้หารือกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง รวมถึงยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งหลายประเทศให้ความสนใจในโมเดล “Food Security” ของไทย โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจำนวนมาก
“โมเดลนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ทั้งในมิติของประเทศและประเภทสินค้า โดยเริ่มจากการร่วมมือกับสิงคโปร์ในสินค้าข้าวและสามารถขยายผลไปสู่ประเทศอื่น รวมถึงสินค้าเกษตรประเภทอื่นในระยะต่อไป เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านอาหารในระดับภูมิภาคและระดับโลก”
นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวโน้มการปรับโครงสร้างการค้าโลก (trade diversion) ที่หลายประเทศปรับแหล่งนำเข้าและส่งออกสินค้าใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน (world supply chain) ซึ่งประเทศไทยสามารถใช้จังหวะนี้ในการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ให้สินค้าเกษตรไทยมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 ไทยและสิงคโปร์ ได้แลกเปลี่ยนบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้านการ ค้าข้าว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ร่วมเป็นสักขีพยานกับนายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ โดยฝ่ายสิงคโปร์ โดยบันทึกความร่วมมือฉบับนี้มวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และขยายความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างสองประเทศ โดยรัฐบาลไทยตกลงที่จะขายข้าวให้แก่รัฐบาลสิงคโปร์ ในปริมาณสูงสุดไม่เกิน 1 แสนตัน ตลอดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี
พร้อมกันนี้ นางศุภจียังกล่าวถึงการดำเนินนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในช่วง 4 เดือนของรัฐบาล ว่า จะผลักดันโครงการกว่า 20 โครงการ ครอบคลุม 7 นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ รวมกว่า 70 กิจกรรม อาทิ
- โครงการ “สุขกายสบายกระเป๋า” ความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาราคายุติธรรม
- โครงการธงฟ้าและธงเขียว เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของเกษตรกร
- การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแฟรนไชส์ โดยร่วมมือกับธนาคารเอสเอ็มอี (SME D Bank) เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตได้รวดเร็วขึ้น
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยใช้ข้อมูลพยากรณ์อุปสงค์และอุปทานล่วงหน้า (Forecast) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสินค้าและราคา พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติมอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป