“ดูไบ” ครองอันดับ 1 เมืองที่ดึงดูดเศรษฐีทั่วโลกมากที่สุด “กรุงเทพฯ” ติดอันดับ 17 ของโลก
ผลการจัดอันดับโดย Savills Plc เผย “ดูไบ” ผงาดขึ้นแท่นเมืองที่ดึงดูดเศรษฐีมากที่สุดในโลก ด้วยจุดแข็งด้านภาษีต่ำ ความปลอดภัยสูง และคุณภาพชีวิตระดับสากล ขณะที่ “กรุงเทพฯ” ติดอันดับที่ 17 จาก 30 เมืองทั่วโลก
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผลการจัดอันดับจากบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ Savills Plc ซึ่งประเมิน 30 เมืองทั่วโลกตามระดับความน่าดึงดูดสำหรับผู้มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) ระบุว่า ดูไบเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนรวยทั่วโลก โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญคือ ระบบภาษีที่เป็นมิตร ทั้งการยกเว้นภาษีมรดก ภาษีกำไรจากการลงทุน (Capital Gains Tax) และภาษีทรัพย์สิน (Wealth Tax) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านครอบครัวและความปลอดภัยที่อยู่ในระดับสูง
ในรายงานถึงลูกค้า Savills ระบุว่า “โรงเรียนนานาชาติหลายแห่งในดูไบมีรายชื่อนักเรียนรอเข้าศึกษายาวขึ้น เนื่องจากมีครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้น” และเสริมว่า “ดูไบมีจำนวนโรงเรียนนานาชาติมากที่สุดในบรรดาเมืองทั้งหมดในดัชนีของเรา”
ข้อมูลของ Savills อ้างอิงจาก IMD, PwC, SpeedTest, Wealth-X, Oxford Economics, Michelin, STR, Numbeo และ Source Security โดย Savills ระบุว่าความมั่งคั่งทั่วโลกกำลังฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวในปี 2565 โดยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเติบโตเร็วที่สุดในโลก ในปี 2567 มีผู้มีทรัพย์สินระดับล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้นกว่า 680,000 คน หรือขยายตัว 1.2% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะมีเพิ่มอีกกว่า 5 ล้านคนภายในปี 2572
Savills ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการย้ายถิ่นของผู้มั่งคั่งคือ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจและภาษี โดยดูไบและนิวยอร์ก ซึ่งครองอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ ดึงดูดเศรษฐีจากทั่วโลกด้วยความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบที่เป็นมิตรต่อธุรกิจ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยังมีโครงการ Golden Visa ที่อนุญาตให้ผู้ลงทุนตั้งแต่ 2 ล้านดีแรห์ม หรือประมาณ 544,550 ดอลลาร์สหรัฐ ได้สิทธิ์พำนักระยะยาว 10 ปีในระบบภาษีต่ำ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มเศรษฐีระดับโลก
ขณะเดียวกันในอิตาลี การเก็บภาษีอัตราเหมาจ่าย (Flat Tax) สำหรับรายได้ทั่วโลก ก็ทำให้ความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่อย่างมิลานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
รายงานของ Savills ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนทิศจากศูนย์กลางการเงินแบบดั้งเดิมไปสู่เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เช่น เซินเจิ้น และเบงกาลูรู ซึ่งมีจำนวนเศรษฐีเพิ่มขึ้นกว่า 100% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกโดยรวมเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้เมืองใหญ่อย่าง เซี่ยงไฮ้ กรุงเทพฯ และโตเกียว ได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้มีรายได้สูง
Savills ยังชี้ว่าภาษีมรดกเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าเศรษฐีสูงวัยจะเลือกซื้อบ้านในที่ใด โดยแม้ลอนดอนจะครองอันดับ 1 ด้านคุณภาพชีวิต แต่กลับร่วงในอันดับรวมเนื่องจากระบบภาษีของสหราชอาณาจักรที่สูง ทำให้ความต้องการอสังหาริมทรัพย์หรูในเมืองลดลงในปีนี้
“สภาพแวดล้อมทางภาษีที่เข้มงวดของลอนดอนส่งผลให้ความนิยมในกลุ่มผู้มั่งคั่งรุ่นอาวุโสลดลง …เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐ ที่มีเพดานภาษีมรดกสูงกว่า หรือภูมิภาคตะวันออกกลางที่แทบไม่มีภาษีประเภทนี้ เมืองเหล่านั้นจึงมีความน่าดึงดูดมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด”
อันดับเมืองที่ดึงดูดเศรษฐีมากที่สุดในโลก
- ดูไบ (Dubai)
- นิวยอร์ก (New York)
- สิงคโปร์ (Singapore)
- ฮ่องกง (Hong Kong)
- อาบูดาบี (Abu Dhabi)
- โมนาโก (Monaco)
- ลอสแอนเจลิส (Los Angeles – LA)
- ไมอามี (Miami)
- แอสเพน (Aspen)
- ลอนดอน (London)
- เจนีวา (Geneva)
- ซานฟรานซิสโก (San Francisco)
- เวล (Vail)
- ปักกิ่ง (Beijing)
- เซอร์แมท (Zermatt)
- เซี่ยงไฮ้ (Shanghai)
- กรุงเทพฯ (Bangkok)
- คชตาท (Gstaad)
- โรม (Rome)
- เซนต์มอริตซ์ (St. Moritz)
- มาลิบู (Malibu)
- ทัสคานี (Tuscany)
- มิลาน (Milan)
- โตเกียว (Tokyo)
- เวอร์เบียร์ (Verbier)
- ลิสบอน (Lisbon)
- เซินเจิ้น (Shenzhen)
- แจ็กสัน (Jackson)
- อันเดอร์แมท (Andermatt)
- ปาล์มบีช (Palm Beach)
อ้างอิง : www.bloomberg.com