ย้อนวันวานแห่งเครื่องเทศ...วัตถุดิบล้ำค่าของมนุษยชาติ
Gourmet & Cuisine
อัพเดต 19 ธ.ค. 2568 เวลา 10.27 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 08.38 น. • Gourmetand & Cuisine เว็บไซต์รวมเรื่องราวอาหารความบังเอิญอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรสชาติของมนุษย์… คนโบราณยังไม่รู้ว่าพืชพรรณบางชนิดสามารถนำมาปรุงอาหารได้ แต่หลังจากล่าสัตว์มาแล้วลองนำพืชบริเวณนั้นมาห่อเนื้อสัตว์กลับพบว่าเนื้อสัตว์มีกลิ่นคาวน้อยลงและรสชาติเปลี่ยนไป (ในทางที่ดี) แถมปรุงอาหารแล้วกลิ่นหอมรัญจวน เป็นเหตุให้ใช้ “เครื่องเทศ” เหล่านั้นตามกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน
ย้อนวันวานแห่งเครื่องเทศ
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โลกฝั่งตะวันออกน่าจะเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่เริ่มใช้เครื่องเทศปรุงอาหารอย่างจริงจัง ชาวสุเมเรียน และชาวอียิปต์โบราณชอบใช้ยี่หร่า กระเทียม กระวาน อบเชย มาทำอาหารที่ใส่เนื้อสัตว์เพื่อดับกลิ่นคาว ซึ่งมักจะทำกันในหมู่ชนชั้นสูง แต่หลักๆ แล้วนิยมนำมาปรุงยารักษาโรคหรือใช้ในกระบวนการทำมัมมี่เป็นหลัก ฝั่งอินเดียที่เรารู้กันดีว่าเป็นเจ้าแห่งเครื่องเทศหลากหลายเกือบ 100 ชนิด และเป็นผู้ผลิต-ส่งออก ในอดีตที่รุ่งเรือง เพราะมีบันทึกว่าชาวอียิปต์เองนำเข้าเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ ที่ไม่มีในพื้นที่ของตนมาจากอินเดียโบราณ เช่น กานพลู อบเชย พริกไทย ฯลฯ ในขณะเดียวกันเครื่องเทศที่จำเป็นต่อการทำมัมมี่หรือพิธีกรรมอื่นๆ อาทิ มดยอบ กำยาน อียิปต์เลือกนำเข้าจากดินแดนบริเวณคาบสมุทรอาหรับเนื่องจากบริเวณนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องเครื่องหอม โดยแลกเปลี่ยนด้วยทองคำ แก้ว ไวน์ ผ้าลินิน ฯลฯ นั่นสื่อให้เห็นว่ามูลค่าของเครื่องเทศมีค่าสูงมากเทียบได้กับอัญมณีเลยทีเดียว ขยับใกล้เข้ามาที่จีนซึ่งถนัดการนำสมุนไพรมาปรุงยา หรือที่ชอบเรียกกันว่ายาจีน ตามบันทึกราชวงศ์จีนประมาณหนึ่งพันปีก่อน มีการพูดถึงสรรพคุณของขิงที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นเมื่อต้มกับน้ำ พูดถึงกานพลูว่ามีฤทธิ์ช่วยดับกลิ่นปาก และกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า 五香粉 หรือผงเครื่องเทศ 5 ชนิดที่ใช้ในอาหารจีน แม้แต่พริกไทยเสฉวนก็สำคัญ เพราะทำให้เกิดเมนูหมาล่าจนได้รับความนิยมถึงทุกวันนี้ 五香粉 หรือผงเครื่องเทศ 5 ชนิด มีอะไรบ้าง?
- โป๊ยกั๊ก
- กานพลู
- อบเชยจีน
- พริกไทยเสฉวน
- ยี่หร่า
เครื่องเทศทั้ง 5 ชนิดนี้มักนำไปทำเมนูไข่พะโล้ เป็ดย่าง หมูแดง หมูตุ๋น ฯลฯ โดยบางครั้งก็มีการนำเครื่องเทศอื่นๆ มาใส่เพิ่ม อาทิ ลูกจันทน์เทศ ผิวส้มแห้ง หรือไม่ก็นำมาใส่แทนที่อย่างการใช้พริกไทยดำแทนพริกไทยเสฉวน ขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่น หลังจากนั้นในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1498 โลกตะวันตกได้รู้จักและสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของเครื่องเทศจากเอเชียและแพร่หลายมากขึ้น จากเดิมที่ชาวยุโรปจะต้องซื้อผ่านพ่อค้าของเมืองเวนิส (ส่วนหนึ่งของประเทศอิตาลีในปัจจุบัน) เท่านั้น เนื่องจากเป็นพ่อค้ากลุ่มเดียวในสมัยนั้นที่ทำสัญญาเครื่องเทศกับชาวอาหรับและชาวอียิปต์ แต่เมื่อมีชาวโปรตุเกสค้นพบเส้นทางเดินเรือที่สามารถเดินทางสู่อินเดียได้โดยตรงจึงไม่ต้องซื้อผ่านพ่อค้าคนกลาง แต่ในอีกด้าน การค้นพบเส้นทางเดินเรือก็ทำให้ชาติยุโรปแข่งขันกันมากขึ้น เป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้เกิดการล่าอาณานิคมขึ้น โดยเฉพาะโปรตุเกส อังกฤษ สเปน ฯลฯ ที่แย่งชิงเครื่องเทศอันเป็นของล้ำค่ากันอย่างดุเดือด และพยายามขายตัดราคากันทำให้เครื่องเทศมีราคาลดลง (ถูกลงสำหรับชนชั้นสูงและชนชั้นปกครอง แต่ยังถือว่าแพงสำหรับคนทั่วไป) และกระจายไปทั่วยุโรป เครื่องเทศที่เป็นที่ต้องการในยุคนั้น ได้แก่ พริกไทยดำจากอินเดีย ซึ่งชาวตะวันตกเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการทำอาหาร สามารถถนอมอาหาร ดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ได้ดี จนในช่วงยุคกลางถูกใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนเทียบกับเงินในปัจจุบันได้เลย นอกจากนี้กานพลูและลูกจันทน์เทศก็ถือว่ามีราคาแพงมาก เพราะหาได้จากเกาะโมลุกกะ (หรืออินโดนีเซียในปัจจุบัน) เท่านั้น จึงมีแต่ชนชั้นสูงที่สามารถซื้อไปทำยา ทำอาหารและเครื่องดื่ม